เข้าสู่ระบบผ่าน

แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย นิยาย บท 298

เมื่อเฉียวม่อเห็นฝ่าบาทเดินออกจากตำหนักหย่งเหอไปนั้น นางจึงรีบติดตามไปในทันที

นางที่เป็นเพียงองครักษ์อารักขาประตูนั้น โดยปกติแล้วหากมิได้มีพระราชโองการเรียกตัวย่อมมิอาจเข้ามาในวังได้

ในฐานะที่นางเป็นสตรีนั้น เกรงว่าไม่ว่าจักมียศถาบรรดาศักดิ์ใหญ่โตเพียงใด ก็มิอาจเข้าร่วมการว่าความหรือการประชุมเพื่อพูดคุยเรื่องบ้านเมืองได้

หากว่ากันแล้ว นางมีโอกาสน้อยมากนักที่จะได้พบฮ่องเต้

ยามที่นางอยากจะเอ่ยเรื่องบางอย่างออกมานั้น กลับเห็นนัยน์ตาที่แดงก่ำทั้งสองข้างของฮ่องเต้เข้าเสียก่อน ราวกับอยากจะสังหารผู้ใดก็ไม่ปาน

นางพลันรู้สึกหวาดผวาไปในทันที

ความประทับใจที่ฝ่าบาทมีให้แก่นางนั้น อย่างมากที่สุดคือท่าทีเข้มงวดหรือใบหน้าที่มีรอยยิ้ม หาได้น่ากลัวเท่ากับวันนี้ไม่

“เรื่องใด?” กลิ่นอายที่แผ่ออกมาทั่วร่างของเซียวอวี้ราวกับประติมากรรมน้ำแข็งก็ไม่ปาน สามารถแช่แข็งความอบอุ่นโดยรอบที่หลงเหลืออยู่

เฉียวม่อที่ได้สติกลับมานั้น นางจึงรีบยกมือขึ้นคำนับในทันที

“หม่อมฉันมีพิมพ์เขียวอาวุธที่หม่อมฉันอยากจะนำมาถวายแด่ฝ่าบาทเพคะ!”

ลมหนาวที่พัดผ่านหน้าทำเอารู้สึกความเจ็บปวดขึ้นมา

ในฐานะฮ่องเต้ของแผ่นดินนั้น เพียงพริบตาเดียวความคิดของเซียวอวี้ก็ถูกดึงออกมาจากเรื่องส่วนตัวของตนเองในทันที

เขารับพิมพ์เขียวอาวุธขึ้นมาดูคร่าว ๆ

พริบตาเดียวแววตาพลันปรากฏความปิติยินดีออกมา ก่อนจะเอ่ยชมเชยยกย่องเฉียวม่อว่า

“เราได้ยินถึงความสามารถของเจ้ามาไม่น้อยเลย คิดค้นยุทโธปกรณ์ใหม่ ๆ ขึ้นมา ให้เจ้าเข้ามาเป็นองครักษ์อารักขาประตูนั้น นับว่าเป็นการกีดกั้นพรสวรรค์ของเจ้าจริง ๆ ”

เฉียวม่อโค้งกายคำนับ ทว่า แววตาหาได้มีความรู้สึกดีใจที่ตนเองได้รับคำชมไม่

นั่นเป็นเพราะนางมิได้วาดรูปนี้ขึ้นมาด้วยตนเอง หากแต่เป็นนางที่ไปขโมยมาจากห้องของศิษย์พี่

……

ตำหนักหย่งเหอ

ซุนหมัวมัวคล้ายกับสุนัขล่าเนื้อที่ดมกลิ่นก็ไม่ปาน นางรีบเข้ามารายงานแก่เฟิ่งจิ่วเหยียนโดยไว

“ฮองเฮาเพคะ แม่ทัพน้อยเมิ่งเป็นสตรีผู้หนึ่ง ท่านจะมิป้องกันนางมิได้นะเพคะ เพียงแค่ได้ยินว่าฝ่าบาทก้าวเท้าออกจากตำหนักไปนั้น นางก็รีบก้าวตามติดออกไปเลยเพคะ

“ในยามนี้ ทั้งสองคนกำลังนั่งดื่มพูดคุยกันที่ศาลาจุยอวิ๋น!

“จุ๊ จุ๊... ฉากนั้น หากว่าฮองเฮาได้เห็นละก็ ย่อมมิอาจรับได้อย่างแน่นอนเพคะ แม่ทัพน้อยเมิ่งผู้นั้นหาได้รู้จักประมาณตนไม่ ทั้งยังพูดคุยหัวเราะยิ้มแย้มต่อหน้าบุรุษอีก”

สิ่งที่ซุนหมัวมัวเอ่ยออกมานั้น เฟิ่งจิ่วเหยียนหาได้รู้สึกอันใดไม่

นางยืนคัดอักษรอยู่ ด้านข้างมีเหลียนซวงกำลังคอยฝนหมึกให้นางด้วยบรรยากาศที่เงียบสงบและผ่อนคลาย

เมื่อซุนหมัวมัวเห็นว่าเฟิ่งจิ่วเหยียนยังมีท่าทีใจเย็นนั้น นางจึงอดมิได้ที่จะชื่นชมออกมา

นับว่าเป็นหน่วยที่สบายยิ่งนัก

กรมศัสตราวุธนั้นมีขุนนางประจำตำแหน่งมากกว่าร้อยคน งานหลัก ๆ ที่ทำเป็นประจำวันของพวกเขาคือการวาดแผนภาพอาวุธขึ้นมา ทั้งยังต้องนำมาพัฒนาคิดค้นต่อยอดอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ทว่า ความสามารถของคนย่อมมีจำกัด หาใช่ว่าจะเขียนแบบออกแบบภาพศัสตราวุธออกมาได้อย่างน่าพอใจทุกวันได้ไม่ ขุนนางหนึ่งคนสามารถออกแบบศัสตราวุธออกมาได้หนึ่งปีหนึ่งชิ้นก็นับว่าเก่งกาจมากแล้ว

ถึงแม้ว่าเฉียวม่อจะเข้ามาเป็นหัวหน้าหน่วยก็ตาม หากแต่นางก็ยังคงทำหน้าที่เป็นองครักษ์อารักขาประตูอยู่เช่นเดิม

เฟิ่งจิ่วเหยียนได้ยินมาว่า หลังจากที่เฉียวม่อถวายภาพพิมพ์เขียวอาวุธให้กับเซียวอวี้นั้น นางจึงได้รับคำชื่นชมทั้งยังได้ประจำสองตำแหน่งงานในทันที

อีกทั้ง สิ่งที่เรียกว่าพิมพ์เขียวปืนหอกไฟนั้น มันเป็นเพียงแค่ภาพร่างของเฟิ่งจิ่วเหยียนเท่านั้น

นั่นก็หมายความว่า เฉียวม่อใช้สิ่งของของนางเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง

นี่ก็คือคำพูดที่เฉียวม่อเคยกล่าวว่า นี่เป็นวิธีที่นางจะพิสูจน์ว่านางแข็งแกร่งว่าตนเองงั้นหรือ?

น่าผิดหวังยิ่งนัก ทั้งยังนึกขบขันออกมาในเวลาเดียวกัน

เหลียนซวงจึงเอ่ยขึ้นมา “ฮองเฮาเพคะ เฉียวม่อผู้นั้นมีชื่อเสียงขึ้นมาอีกแล้ว ผู้คนในหน่วยงานกรมศัสตราวุธต่างก็เอ่ยชมเชยว่าภาพพิมพ์เขียวที่นางวาดขึ้นดียิ่งนัก หากว่าปืนหอกไฟสร้างสำเร็จขึ้นมาเมื่อใด นางย่อมประสบความสำเร็จอย่างแน่นอนเลยเพคะ!”

“สร้างไม่ได้หรอก” จู่ ๆ เฟิ่งจิ่วเหยียนก็เอ่ยออกมา

เหลียนซวงรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก

เหตุใดฮองเฮาถึงกล่าวเช่นนั้น? ทั้งยังเอ่ยออกมาด้วยความมั่นใจอีกด้วย

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย