ซูหวั่นรู้ดีว่ามีคนของเสี่ยวเฮยต้านติดตามมา ซึ่งนางก็ไม่สนใจ เพราะถึงอย่างไรนางก็ต้องติดต่อกับเสี่ยวเฮยต้านอยู่แล้ว
เมื่อกลับถึงบ้านก็เป็นเวลาเวลาย่ำค่ำแล้ว
กำแพงนั้นสร้างเสร็จค่อนข้างเร็ว โดยเสร็จสิ้นแล้วในตอนนี้ ส่วนห้องครัวและห้องส้วมนั้นสร้างยังไม่ถึงครึ่ง
บ้านในสมัยนี้สร้างขึ้นค่อนข้างจะง่าย แต่ฝนไม่รั่วก็ใช้ได้แล้ว ส่วนหลังคาก็มุงด้วยใบจาก และพบเห็นกระเบื้องได้น้อยมาก
ต่อไปเมื่อหาเงินได้ ซูหวั่นวางแผนไว้ว่าจะสร้างบ้านใหม่ด้วยแผ่นอิฐ สำหรับบ้านในตอนนี้ ก็พอจะอยู่อาศัยไปก่อน
ไม่จำเป็นต้องใช้เงินอัดไปมากกว่านี้
“ท่านพี่ ท่านพี่กลับมาแล้ว!”ซูลิ่วหลางนั่งเท้าคางอยู่ที่ประตูใหญ่ ดวงตาค่อยๆสว่างขึ้นมาหลังจากที่ได้เห็นซูหวั่น
ซูหวั่นหยิบแอปเปิลจากกระบุงหาบยื่นส่งให้ซูลิ่วหลาง“ไปกินในห้องนะ อย่าให้ใครเห็นได้ล่ะ”
ไม่ใช่เป็นเพราะว่านางไม่อยากจะให้แอปเปิลกับพวกลุงซูชิง แต่ในยุคสมัยนี้ยังไม่มีผลไม้ที่เรียกว่าแอปเปิลอยู่เลย
และการที่จะดึงออกมาจากอากาศ มันเป็นสิ่งที่อธิบายไม่ได้เลย
ซูลิ่วหลางถือผลแอปเปิลและวิ่งเข้าไปในห้องอย่างว่าง่าย
ซูหวั่นหิ้วไก่ป่าเข้าไปด้านใน พร้อมกับร้องเรียกนางหลี่“ท่านแม่ ข้าดักไก่ป่าได้ตัวหนึ่ง ท่านแม่รีบมาช่วยข้าทำให้พวกท่านลุงกินเถอะนะ”
คนที่มาช่วยงานไม่จำเป็นที่จะต้องจ่ายเงินอัดเป็นค่าจ้าง แต่ก็ต้องกินอะไรที่ดีสักหน่อย
นางหลี่กำลังกังวลใจว่าไม่มีอาหารดีๆเอาไว้ต้อนรับแขกเหรื่อ เมื่อได้ยินซูหวั่นพูดแบบนี้ ดวงตาของนางก็สว่างขึ้นมาและรีบเดินเข้าไปในห้องทันที
“อาหวั่นนี่เก่งจริงๆเลยนะ!”
ขณะที่นางหลี่รับไก่ป่ามา นางก็เอ่ยชมซูหวั่นอย่างจริงใจ และหัวหน้าโจวในหมู่บ้านก็เป็นนักล่าที่มีชื่อเสียงเช่นกัน
เขาเข้าป่าทุกวันแต่ไม่ยักจะเห็นจับไก่ป่ามาได้เลยสักครั้ง แต่อาหวั่นกลับสามารถหิ้วกลับมาได้หนึ่งตัว
ถ้าไม่เรียกว่าเก่งแล้วจะเรียกว่าอะไรล่ะ?
ถึงจะอย่างไรอาหวั่นของนางก็เก่งอยู่แล้ว และเก่งกว่าเด็กข้างบ้านพวกนั้นเสียอีก!
วันนี้นางหลี่ไม่ได้ทำงานอะไรมากนัก สภาพจิตใจของนางฟื้นตัวได้ไม่เลวเลย แม้กระทั่งชีพจรก็คงที่ นางฆ่าไก่และถอนขนได้อย่างราบรื่น
และไม่ได้ให้ซูหวั่นเข้ามาช่วยแต่อย่างใด
เพียงแต่ให้ซูหวั่นช่วยจุดไฟอยู่ข้างๆเท่านั้น ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับคาวเลือดนางทำเองเสียทั้งหมด
ในเมื่อกำแพงได้สร้างขึ้นมาแล้ว นางหลี่จึงขอให้ซูชิงช่วยสร้างเตาไว้ตรงด้านข้าง เพื่อสามารถต้มน้ำและหุงหาอาหารก็เพียงพอแล้ว
คนที่มาช่วยงานจะต้องได้กินของดีๆ แต่ของดีๆไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นเนื้อสัตว์เสมอไปนะ
อย่างมากก็แค่ซาลาเปาขาวสองลูกเท่านั้น
ซึ่งซูชิงก็เกาหัวแล้วพูดว่า“พวกเราจัดการกับดินกองนี้ให้เรียบร้อย เดี๋ยวก็กินข้าวแล้ว ทำงานเร่งมือหน่อย!”
ซูเอ้อเฉียงยกจอบและขุดดินไปสองสามครั้ง แล้วพูดว่า“ครอบครัวเหลียนเฉิงช่างดีจริงๆ สถานการณ์ในบ้านของตัวเองเป็นถึงขนาดนี้แล้ว ยังจะทำเนื้อให้พวกเรากินอีก......”
ซูชิงไม่ได้พูดอะไรต่อ
โดยที่เขาก็คิดแบบนี้ด้วยเช่นกัน เพียงแต่รู้สึกว่าครอบครัวของซูเหลียนเฉิงเป็นมิตรและซื่อสัตย์เสียจริงๆ แต่ไม่รู้จริงๆว่าแม่เฒ่าเซี่ยงกำลังคิดอะไรอยู่
จากนั้นอีกครึ่งชั่วโมง
ซูหวั่นก็มาเรียกพวกเขาให้ไปกินข้าว“ท่านลุงทุกท่านคะ ล้างไม้ล้างมือ เราจะเริ่มทานข้าวกันแล้วนะคะ”
“ได้ จะไปเดี๋ยวนี้ล่ะ!”
ซูชิงเทดินออก จากนั้นก็กระโดดออกมาจากหลุม และพาซูเอ้อเฉียงและซูต้าชุนไปล้างมือด้านข้าง
บนโต๊ะอาหาร

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติมาเป็นสาวชาวนา