หลังจากที่ซูหวั่นกลับมาจากโรงงานแล้ว นางก็หารือมื้อเย็นกับนางหลี่ ในบ้านยังมีเนื้อตุ๋นเหลืออยู่ แล้วก็ได้ซื้อแป้งข้าวและแป้งข้าวโพดมาอีก
นางหลี่วางแผนที่จะอบแป้งแผ่นขึ้นมา
ในห้องครัวมีควันมาก ซูหวั่นจึงให้นางหลี่ออกไปก่อน แต่นางหลี่กลับไม่ยอม และพูดว่าอาหวั่นยุ่งตลอดทั้งวัน น่าจะเหนื่อยมากแล้ว
ในระยะนี้ไม่ใช่ว่านางจะท้องโตจนเดินไม่ได้เสียหน่อย ช่วยอะไรได้บ้างก็ยังดี ซูหวั่นจึงทำได้แค่ยอมแพ้ และไม่ได้พูดโน้มน้าวนางอีกต่อไป
แผ่นแป้งค่อนข้างนุ่ม
มันไม่ได้กรอบขนาดนั้น หลังจากกินและดื่มน้ำชาตาม มันก็ง่ายต่อการอิ่มท้อง
เมื่อกินร่วมกับเนื้อตุ๋น พวกซูชิงก็กินจนปากมันแผล็บ ก่อนที่จะเดินออกไป ซูหวั่นก็ให้พวกเขานำแป้งแผ่นกลับไปอีกสองแผ่น
แผ่นแป้งของนางหลี่มีขนาดใหญ่ และก็ยังเติมแป้งเพิ่มเข้าไปอีกด้วย พวกซูชิงต่างก็รู้สึกเคอะเขินเล็กน้อย เพราะของดีๆแบบนี้สามารถลิ้มรสได้แค่ช่วงเวลาเทศกาลเท่านั้น
ในวันธรรมดาคนส่วนใหญ่จะกินซาลาเปาดำ ดีหน่อยก็จะเพิ่มน้ำหรือโจ๊กครึ่งชามเท่านั้น
ซูชิงถือแผ่นแป้งเอาไว้ในมือ
เขาต้องการเก็บกลับบ้านเพื่อให้โก่วต้านและภรรยาได้กิน ทันทีที่ถึงบ้าน เขาก็ยื่นแผ่นแป้งให้พวกนางทันที
เมื่อป้าฟางเห็นแผ่นแป้งขาว นางก็ดวงตาแดงก่ำ“ทำไมเจ้าถึงไม่กิน?”
ซูชิงหิ้วถังน้ำและเตรียมที่จะอาบ“กินมาแล้ว”
เมื่อป้าฟางได้ยินแบบนั้น นางก็เข้าใจทันทีว่า นางหลี่ได้เตรียมของพวกนี้ให้เขานำกลับมาโดยเฉพาะ“ครอบครัวของอาหวั่นก็จริงๆเลยนะ นี่ยังให้เจ้าเอากลับมาบ้านอีกตั้งสองชิ้น แผ่นแป้งแบบนี้ มันหลายสตางค์อยู่นะ!”
“ครอบครัวของพวกเขาเป็นคนมีน้ำใจ ข้าจะต้องทำงานให้อย่างเต็มที่ จะได้ไม่เป็นการเอาเปรียบพวกเขา”
“ถูกต้อง เจ้าต้องทุ่มเทให้มาก คอยดูแลคนงานอื่นๆให้ดี อย่าให้มีอะไรผิดพลาด หากโรงงานสร้างเสร็จแล้ว หมู่บ้านซีสุ่ยของเราจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน”
ป้าฟางไปหยิบเสื้อผ้ามาให้ซูชิง และก็ให้โก่วต้านหยิบแผ่นแป้งไปกิน
สองสามีภรรยาพูดกันอย่างรักใคร่กลมเกลียว
เป็นเวลาหลายวันติดต่อกันที่ซูหวั่นได้วิ่งทำการค้าขายมาโดยตลอด รายละเอียดของสัญญาก็สำเร็จไปทีละเล็กทีละน้อยแล้ว ซึ่งนานวันก็รู้สึกคุ้นเคยกับเจ้าของร้านหลิวมากยิ่งขึ้น
โรงงานอยู่ห่างจากความสำเร็จเพียงก้าวเดียว
โดยที่ซูเหลียนเฉิงก็นั่งอยู่ข้างๆด้วยเช่นกัน
เขาขยับขาไม่ได้ ใบหน้านั้นแดงก่ำ เส้นเอ็นปูดโปน ราวกับว่าอยากจะโผเข้าไปปกป้องนางหลี่เอาไว้
“เจ้ารอง เจ้าพูดมาสิว่า ข้ายังเป็นแม่ของเจ้าอยู่หรือเปล่า!”
เมื่อเห็นว่านางหลี่ไม่พูดอะไร แม่เฒ่าเซี่ยงก็โยนความขัดแย้งมาที่ซูเหลียนเฉิง แล้วพูดด้วยใบหน้าที่มืดมนว่า“หากเจ้าบอกว่าไม่ใช่ ข้าก็จะไม่ยื้อแย่ง อะไรก็ให้กับเจ้า!”
ยื้ออะไร?
แย่งอะไร?
ซูหวั่นรีบแทรกตัวเข้าไป ขณะที่กำลังจะถาม นางก็เห็นคนที่อยู่ด้านในสุดกำลังยืนอยู่กับพ่อเฒ่าซู
เขาสวมชุดเนื้อผ้าทอ และกำลังพูดคุยอยู่กับพ่อเฒ่าซูอย่างคุ้นเคย
พ่อเฒ่าซูยิ้มอย่างละอายใจเป็นระยะๆ“ท่านพูดถูก ครอบครัวของพวกเราก็ไม่ได้เดือดร้อนขนาดนั้น เรื่องมันเกิดขึ้นมาแล้ว พวกเราก็จะไม่ไปอาละวาดอีกแล้ว ต้องโทษว่าตัวเองโชคไม่ดีเอง”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติมาเป็นสาวชาวนา