องค์รัชทายาทกวาดตามองลู่เหวินเจิ้งที่กำลังตัวสั่นไปทั้งตัว ก่อนจะวางจอกสุราลงอย่างไม่เร่งรีบ
“รู้สึกคับแค้นใจงั้นหรือ?”
เขาแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชาออกมา และเปล่งน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความเยาะหยันว่า “ช่วงนี้ข้าเห็นใต้เท้าลู่ใช้ชีวิตสุขสำราญ รื่นรมย์ใจมากเลยไม่ใช่หรือ!”
ลู่เหวินเจิ้งตัวสั่นอีกครั้ง
“กระหม่อมเพียงช่วยรัชทายาทสืบเสาะข่าวสารเท่านั้น กระหม่อมยังคงเป็นคนขององค์รัชทายาทเสมอพ่ะย่ะค่ะ!”
องค์รัชทายาทไม่ใช่คนโง่เขลา ย่อมไม่หลงเชื่อคำพูดไม่กี่ประโยคของลู่เหวินเจิ้งอยู่แล้ว แต่...เพลานี้เขามีธุระบางอย่างที่ต้องใช้คนผู้นี้ไปจัดการ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเก็บเขาเอาไว้ใช้งานก่อน!
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าก็ไปจัดการเรื่องหนึ่งให้ข้าเถอะ”
เมื่อได้ยินว่าต้องไปสอบถามเรื่องที่มีการสับเปลี่ยนตัวผู้เข้าสอบในสนามสอบขุนนาง ลู่เหวินเจิ้งจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก รีบรับปากเสียงดัง “กระหม่อมจะจัดการให้ดี และหาคำตอบที่น่าพอใจแก่องค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ”
“ออกไปเถอะ”
พอได้ยินเช่นนี้ลู่เหวินเจิ้งก็กระเสือกกระสนออกไปจากห้องส่วนตัวอย่างไม่คิดชีวิต เมื่อออกมาแล้ว เขาก็ยกมือขึ้นลูบที่ลำคอเพื่อดูว่าศีรษะยังอยู่ครบดีหรือไม่ ในใจก็ยังคงหวาดผวาไม่หยุด
จากนั้นจึงรีบมุ่งหน้าไปยังหน่วยงานที่จัดการเรื่องการสอบขุนนางและก็บังเอิญพบเข้ากับเยี่ยนสวินซึ่งที่เพิ่งเดินออกมาจากด้านในพอดิบพอดี
“ใต้เท้าลู่?”
ดวงตาของเยี่ยนสวินแฝงไปด้วยรอยยิ้ม และสายตาก็กวาดสำรวจคนตรงหน้าอย่างหยอกล้อ “ไม่พบหน้ากันหลายวัน ใบหน้าของใต้เท้าลู่ดูผ่องใสยิ่งกว่าแต่ก่อน เห็นทีช่วงนี้คงจะใช้ชีวิตสุขสบายดีกระมัง?”
ลู่เหวินเจิ้งหัวเราะแห้ง ๆ แสร้งทำเป็นไม่รู้ราชโองการในวันนี้
“เหตุใดฉู่อ๋องจึงมาที่นี่พ่ะย่ะค่ะ?”
เมื่อเห็นเขายังแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง เยี่ยนสวินก็ยิ้มอย่างเรียบเฉย “ดูท่าหูตาของใต้เท้าลู่ช่วงนี้คงจะไม่ค่อยรวดเร็ว นับจากนี้ต่อไปเรื่องการสอบขุนนางจะเป็นความรับผิดชอบของข้าแล้ว จากนี้คงต้องรบกวนใต้เท้าลู่บ่อย ๆ แล้ว”
พอคำพูดนี้ถูกพูดออกมาลู่เหวินเจิ้งก็โบกปัดมือด้วยความตกใจ “ผู้น้อยเป็นคนทำงานจิปาถะ หากท่านอ๋องมีเรื่องอะไรต้องการให้ไปจัดการก็สั่งการผู้น้อยมาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่ผู้น้อยมีข้อสงสัยอยู่เล็กน้อย ก่อนหน้านี้ฝ่าบาททรงตรัสให้องค์รัชทายาทเป็นคนรับผิดชอบ เหตุใดตอนนี้จึงกลายเป็นท่านอ๋องหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
คำถามนี้ลู่เหวินเจิ้งขยับเข้าไปกระซิบถามใกล้ๆ
ความคิดความอ่านอันใดของเขา เยี่ยนสวินมองเห็นชัดเจนหมดแล้ว แต่ทว่าเขาอยากจะใช้โอกาสนี้แกล้งทำเป็นพูดสิ่งที่หลี่กงกงต้องการจะสื่อให้รู้ออกมา “บางทีอาจเป็นเพราะฝ่าบาททรงรู้สึกว่าองค์รัชทายาทไม่เหมาะสม จึงให้ข้ามาเก็บผลงาน”
ใจของลู่เหวินเจิ้งสั่นสะท้านขึ้นมา ฝ่าบาททรงรู้สึกว่าองค์รัชทายาทไม่เหมาะสมหรือ?
“องค์รัชทายาท เพลานี้ยังไม่อาจกำจัดลู่เหวินเจิ้งได้พ่ะย่ะค่ะ หากเขาตายไป เกรงว่าจะยิ่งทำให้ฝ่าบาทไม่พอพระทัยได้ มิสู้ผลักเรื่องทั้งหมดนี้ไปให้องค์หญิงใหญ่จะดีกว่า ฝ่าบาททรงเกลียดการที่สตรีเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองเป็นที่สุด!”
คำพูดของกุนซือซูทำให้ดวงตาขององค์รัชทายาทเปล่งประกายขึ้นมา เขายิ้มเล็กน้อย
“เจ้าช่างเป็นคนที่เฉลียวฉลาดนัก เช่นนั้นก็ทำตามที่เจ้าว่าเถิด แต่เรื่องนี้ต้องจัดการให้ดีห้ามเหลือล่องลอยเป็นอันขาด อย่าได้ทำอะไรให้องค์หญิงใหญ่จับสังเกตเห็นเชียว”
กุนซือซูยิ้มแล้วพยักหน้า จากนั้นก็หันไปพาองครักษ์เงาจากไป
ตอนที่ลู่เหวินเจิ้งเพิ่งออกจากจวนองค์หญิงใหญ่ด้วยใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ข่าวเรื่องหนึ่งก็ลอยเข้าไปยังเขตพระราชฐานชั้นในอย่างเงียบ ๆแล้ว
ในคืนนั้นเองฝ่าบาททรงเรียกองค์หญิงใหญ่ให้เข้าวังมาอยู่เป็นเพื่อนไทเฮา
“ฝ่าบาททรงหมายความว่าอย่างไร เหตุใดจึงต้องเรียกหม่อมฉันให้มาอยู่เป็นเพื่อนพระองค์ด้วย?” องค์หญิงใหญ่นั่งอยู่บนที่ประทับด้วยสีหน้าไม่พอใจ แล้วมองสภาพของตำหนักโซ่วคังในตอนนี้ด้วยความรังเกียจ
ช่างไร้ซึ่งความรุ่งโรจน์เมื่อเทียบกันวันวาน ดูแล้วก็เป็นเพียงสถานที่ธรรมดาๆเท่านั้น!
“ตัวเจ้าทำอะไรลงไป เจ้าไม่รู้หรืออย่างไร?”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...