เข้าสู่ระบบผ่าน

แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย นิยาย บท 295

เฉียวม่อคุกเข่าท่ามกลางลมหนาวที่พัดเข้ากระดูมานานกว่าครึ่‘ชั่วยาม เมื่อเห็นฝ่าบาทเสด็จมานั้น นางจึงรีบหันหน้าไปหาด้วยท่าทีไร้หนทางในทันที

มิคิดเลยว่า ฝ่าบาทหาได้หันมามองนางสักตาเดียวไม่ พลางเดินดุ่ม ๆ เข้าไปด้านในตำหนักแทน

เฉียวม่อจ้องมองไปยังแผ่นหลังของฝ่าบาท พลางกำหมัดที่แดงก่ำจากความหนาวเย็นเอาไว้แน่น

ศิษย์พี่มิได้ชมชอบฝ่าบาท นางรู้ดี

แล้วฝ่าบาทเล่า?

ฝ่าบาทดูเหมือนจะ...ชอบศิษย์พี่มาก

ทว่า ไม่ว่าจะชมชอบสตรีมากเพียงใดก็ตาม พระองค์ก็คงมิยอมให้สตรียื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องราวในราชสำนักอย่างแน่นอน ทั้งยังมิยินยอมให้นางมารังแกท่านแม่ทัพภายใต้การบังคับบัญชาของตนเองอีกด้วย!

ภายในตำหนักใน

เมื่อเซียวอวี้เข้ามานั้น เขาก็ไล่คนอื่น ๆ ให้ออกไปในทันที

ซันหมัวมัวหันกลับไปมองฮองเฮาด้วยท่าทีหมดหนทาง พลางใช้สายตาสื่อออกมาวว่า “ผู้ใดให้ท่านมิฟังคำข้า เกิดเรื่องแล้วใช่หรือไม่”

เฟิ่งจิ่วเหยียนลุกขึ้นยืนทำความเคารพ ทว่า บนใบหน้าหาได้มีท่าทีตื่นตระหนกหรือรู้สึกผิดอันใดไม่

“ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ”

เซียวอวี้พลางถามด้วยท่าทีดุดัน

“เหตุใดต้องลงโทษแม่ทัพเมิ่งให้นั่งคุกเข่าด้วย?”

เซียวอวี้มิได้เอ่ยต่อว่านางที่ลงโทษแม่ทัพน้ำดีในทันที หากแต่เลือกที่จะเอ่ยถามความเป็นมาก่อน ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น

ในฐานะที่เขาพอจะรู้จักนิสัยใจคอของนางนั้น นางหาใช่คนไร้เหตุผลไม่

เฟิ่งจิ่วเหยียนตอบกลับด้วยท่าทีใจเย็นว่า

“นางกล่าววาจาหยาบคาย หม่อมฉันเลยสั่งลงโทษนางเพคะ”

เซียวอวี้เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“หยาบคายอย่างไรกัน เจ้าช่วยอธิบายให้ชัดเจนได้หรือไม่”

“นางต้องการให้หม่อมฉันกล่าวคำพูดหวานหูเอ่ยทูลต่อพระองค์ ให้นางกลับไปเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งชายแดนเหนือ แทนที่จะอยู่ประจำการเป็นองครักษ์อารักขาหน้าประตูภายในเมืองหลวงเฉกเช่นสุนัข” เฟิ่งจิ่วเหยียนเอ่ยโกหกออกมาด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยนสี ทั้งยังกล่าวคำโกหกออกมาด้วยความมีเหตุมีผลเป็นอย่างยิ่ง

หากเป็นผู้อื่นละก็ย่อมหลงเชื่อได้ไม่ยาก

ทว่า เซียวอวี้ที่เป็นคนช่างสงสัยมากมายนั้น

เขาใช้สายตาจ้องมองไปที่เฟิ่งจิ่วเหยียนราวกับกำลังตรวจสอบ

“ในยามนั้นนางเปิดเผยร่องรอยที่อยู่ของเจ้า เจ้าจึงคิดอยากจะแก้แค้น วันนี้ถือเป็นโอกาสอันดี เจ้าจึงสั่งให้นางคุกเข่าท่ามกลางลมหนาวยามเหมันตฤดูเช่นนี้

“หากเราตามใจเจ้า แล้วเราจะตอบแทนนางที่เสี่ยงชีวิตความเป็นความตาย หลั่งเลือดเนื้อของตนเองเพื่อหนานฉีได้อย่างไร!”

“ก่อนหน้านั้น มีคนไม่น้อยกล่าวว่านางเคารพตนเองในฐานะพลทหาร ทว่า เราเชื่อเสมอว่า ผู้ที่สามารถเขียน “บทกวีแห่งความตาย”นั้น หาได้มีใจคิดก่อกบฏไม่”

เฟิ่งจิ่วเหยียนได้ยินคำพูดของเซียวอวี้นั้น ทำเอารู้สึกจิตใจล่องลอยยิ่งนัก

บทกวีแห่งความตายนั้น เป็นนางที่เขียนขึ้น หลังจากตัดสินใจที่จะจบชีวิตของตน ยามที่นางออกรบจนเหลือเหล่าทหารไม่ถึงสิบกว่านาย

เซียวอวี้ที่เพียงเคยได้ยินบทกวีนั้น จักมามั่นใจถึงลักษณะใจคอของผู้เขียนขึ้นมาได้อย่างไร...

“ในฐานะเป็นฮองเฮานั้น เจ้าจักจัดการควบคุมวังหลังเช่นไร เราหาได้เคยสอดมือเข้าไปยุ่งไม่ ทั้งยังมิคิดสงสัยในคนของตนเอง แต่คนของเรา เจ้าก็อย่าได้มาแตะต้อง! เราจักพูดอีกครั้ง ออกไปช่วยประคองขุนนางอันดับหนึ่งแห่งหนานฉีขึ้นมาเสีย” เซียวอวี้ประกาศกร้าวออกมา โดยที่มิอาจขัดคำสั่งได้

เฟิ่งจิ่วเหยียนเหม่อมองออกไปยังด้านนอกตำหนัก

“คำพูดต้องเป็นคำพูด พูดแล้วย่อมต้องทำ ทำแล้วจึงจะเกิดผล ฝ่าบาทโปรดยกโทษให้หม่อมฉันที่มิอาจทำตามพระบัญชาของพระองค์ได้ด้วยเถิดเพคะ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เซียวอวี้ถึงกับเอ่ยเยาะเย้ยออกมาว่า

“พูดแล้วต้องทำ วาจานี้เจ้าหาได้มีคุณสมบัติที่จะกล่าวออกมาไม่”

ในคืนวันส่งท้ายปีเก่านั้น มิใช่นางกล่าวรับปากเขาแล้วว่าจะคลอดพระโอรสออกมาให้เขา?

ทันทีที่เซียวอวี้พูดจบ ซุนหมัวมัวที่อยู่ด้านนอกจึงส่งเสียงรายงานขึ้นมาว่า

“ฝ่าบาทเพคะ ฮองเฮาเพคะ! แม่ทัพเมิ่งเป็นลมไปแล้วเพคะ!”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย