หลังจากแม่เฒ่าเซี่ยงล้มลง นิ้วมือของนางก็กระตุก เห็นได้ชัดว่านางแสร้งทำเป็นขึ้นมา
ขณะที่นางกำลังจะกระซิบคำพูดสองสามคำกับนางจาง ก่อนที่จะได้เอ่ยอะไรออกมา ซูหวั่นก็รีบกระโจนเข้ามา แสร้งทำเป็นห่วงใยเพื่อบีบนางจางออกไป
“ท่านย่า ท่านย่าจะต้องไม่เป็นอะไรนะคะ!”
ซูเหลียนเฉิงและนางหลี่ก็เงยหน้าขึ้นอย่างเป็นกังวลด้วยเช่นกัน แต่ซูเหลียนเฉิงไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ จึงต้องการให้นางหลี่เข้าไปดูแทน
แต่ซูลิ่วหลางได้รับคำสั่งมาจากซูหวั่นแล้ว เขาจึงพยายามดึงนางหลี่เอาไว้ไม่ให้นางเดินเข้าไป
เพราะหากนางหลี่เดินเข้าไปแล้วแม่เฒ่าเซี่ยงเกิดคิดแว้งกัดขึ้นมาอีกครั้งก็คงต้องหมดกัน!
“พี่รอง ดูสิพี่ทำให้แม่โกรธขนาดไหน”ซูฉางโซว่บ่นพึมพำออกมาสองสามคำ“ถ้าเป็นข้านะ ข้ามีที่ซุกหัวนอนก็พอใจแล้ว ทำไมจะต้องทำให้ท่านแม่ลำบากใจด้วย มันไม่เหมือนพี่คนเดิมเลยนะ หรือว่าพี่ไปได้ยินใครเขาพูดมา”
เพราะซูเหลียนเฉิงเป็นที่ซื่อๆมาโดยตลอด
จู่ๆก็มีความคิดอย่างอื่นขึ้นมาจะต้องเป็นเพราะฟังคำใส่ร้ายจากนางหลี่อย่างแน่นอน
คำพูดแบบนี้มันคือการตีวัวกระทบคราดชัดๆ จากนั้นเขาก็ยังขยิบตาให้กับภรรยาของตัวเองอีกด้วย
และนางหวางก็ยิ้มกว้างพร้อมกับพูดว่า“ฉางโซว่พูดถูกนะคะ พี่รอง พี่ทำแบบนี้ต้องการชีวิตของแม่ใช่ไหม!”
คำพูดโต้ตอบกันไปมาของคนทั้งสองคือการผลักซูเหลียนเฉิงและนางหลี่ให้ไปถึงทางตันนั่นเอง
ใบหน้าของซูเหลียนเฉิงดำคล้ำมากขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกหายใจติดขัดขึ้นมาเรื่อยๆ โดยที่บาดแผลตรงส่วนล่างนั้นก็พลอยสั่นเทาด้วยความเจ็บปวดเช่นกัน
แต่ทว่า สิ่งที่เจ็บมากไปกว่านั้นก็คือหัวใจของเขานั่นเอง
“ข้าไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นนะ ข้า......”
และซูฉางโซว่ก็ได้ตะคอกอย่างเย็นชาออกมาว่า“พี่ไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นแล้วทำไมยังคิดที่จะเอาทรัพย์สมบัติเหล่านั้นของท่านแม่ไปอีกล่ะ ข้าว่าพี่ปีกคงแข็งแล้วสิท่า แม้แต่คำพูดของท่านแม่ก็ไม่ฟังแล้วแบบนี้”
นางหลี่โกรธจนตัวสั่น
แต่นางพูดโต้เถียงสู้คนอื่นไม่ได้ จึงทำได้แค่ปาดน้ำตาอยู่เท่านั้น
เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ซูหวั่นก็คิดว่าคงจะถึงเวลาแล้ว นางพบจุดที่จะทำให้คนเจ็บปวดได้จึงกดลงไปอย่างเต็มแรง ซึ่งแม่เฒ่าเซี่ยงก็แสร้งทำไม่ได้อีกต่อไป นางกรีดร้องเสียงดังแล้วก็“ฟื้น”ขึ้นมา
“ท่านย่า ท่านย่าฟื้นแล้วหรือคะ!”
หลี่เจิ้งรู้สึกสะเทือนใจแทนซูเหลียนเฉิง
เขาเพิ่งจะขาหัก คนในบ้านก็แทบจะรอไม่ไหวที่จะให้เขาแยกตัวออกไป นี่ยังพอมีมโนธรรมสำนึกในใจกันบ้างไหม นี่มันอะไรกัน!
เฮ้อ แต่ว่าเขาก็ยุ่งวุ่นวายเรื่องของบ้านอื่นไม่ได้หรอกนะ
เขาทำได้เพียงแบ่งทรัพย์สมบัติให้ชัดเจนตามที่พ่อเฒ่าซูได้พูดเอาไว้เท่านั้น
ในที่สุดเงินสิบตำลึง นาดีสองไร่ นาไม่ดีสามไร่ ไก่สองตัว หมูหนึ่งตัว รำข้าวกล้องสิบกิโล และแป้งบะหมี่หนึ่งกิโล
โดยที่แปลงผักที่อยู่ถัดจากห้องตะวันออกก็จัดสรรให้กับซูเหลียนเฉิงด้วยเช่นกัน
ห้องครัวและห้องส้วมของบ้านใหญ่ไม่อนุญาตให้ใช้อีกต่อไป ซูเหลียนเฉิงจึงต้องสร้างมันขึ้นมาเอง นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ยังมีชามและตะเกียบที่ร้าวอยู่เพียงไม่กี่ใบเท่านั้น โดยที่เขาจะต้องจ่ายเงินค่าความกตัญญูต่อบ้านใหญ่ปีละสองตำลึงอีกด้วย
และจำนวนฟืนมีพอใช้แค่สองวันเท่านั้น
แม่เฒ่าเซี่ยงรู้สึกปวดใจมากเมื่อเห็นเงินอัดและที่ดินถูกแบ่งออกไป โดยที่ดวงตาคู่นั้นแทบจะฆ่าครอบครัวของซูเหลียนเฉิงได้หมดทุกคนเลย

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติมาเป็นสาวชาวนา