เข้าสู่ระบบผ่าน

ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ นิยาย บท 1982

………………..

ในสายตาของอี้เหวินเทาเหมือนมีพายุลูกใหญ่เกิดขึ้น!

เดิมทีเขาคิดจะปฏิเสธ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นก็ปะทะเข้ากับสายตาจับจ้องของจวินจิ่วชิงที่เต็มไปด้วยคำวิจารณ์ราวกับมองออกทุกสิ่งอย่าง

สิ่งนี้ทำให้ในใจของอี้เหวินเทาค่อยๆ เย็นลง

“…ข้าดูแคลนเจ้าจริงๆ!”

อีกทั้งยังสามารถถามคำถามเช่นนี้ออกมาได้ แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่บอกได้ว่าจวินจิ่วชิงรู้มากกว่าที่เขาคาดคิดเอาไว้ก่อนหน้านี้อย่างมาก!

ก่อนหน้านี้เขาดูไม่ออกเลยแม้แต่นิดเดียว!

หากเขารู้เร็วกว่านี้จะได้ระวังเขาไว้!

“นายท่านกล่าวเกินไปแล้ว ข้าแค่คาดเดาไปเรื่อยก็เท่านั้น แท้จริงเรื่องเป็นมาอย่างใดคงต้องให้ท่านเป็นคนพูดเองถึงจะกระจ่างชัด”

จวินจิ่วชิงพูดพลางนั่งลงข้างๆ เขา

ดูจากท่าทางนั้นแล้ว หากในวันนี้อี้เหวินเทาไม่ให้คำตอบที่น่าพอใจแก่เขา เขาก็คงไม่ยอมออกไปเป็นแน่

“นายท่านทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อตระกูลอี้มาหลายปี สุดท้ายกลับต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ แม้แต่ข้ายังรู้สึกเสียใจแทนท่าน”

คำพูดของจวินจิ่วชิงแค่คำเดียวเหมือนดั่งใบมีดคมทิ่มแทงทะลุตรงหัวใจของอี้เหวินเทา!

“ท่านต้องการอันใด เพียงแค่บอกข้ามา ท่านคิดว่าอย่างใด”

อี้เหวินเทายิ้มเยาะในใจ

พูดได้ดีนัก!

แต่จวินจิ่วชิงยังคงทำเพื่อตัวเขาเองเท่านั้น!

ในห้องตกอยู่ในความเงียบสงัด

เมื่ออี้เหวินเทาไม่พูดอันใดแม้แต่คำเดียว จวินจิ่วชิงจึงไม่พูดออกมาเช่นกัน

ทั้งสองเผชิญหน้ากันด้วยความเงียบ

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดอี้เหวินเทาก็หลับตาลง

“…บนมือของนาง คือโล่ผสานนภา”

จวินจิ่วชิงเงยหน้าขึ้นนัยน์ตาของเขาเหมือนมีแสงประกายระยิบระยับ

“โล่ผสานนภา?”

แม้ว่าเขาจะได้ยินเรื่องราวของอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่มีชื่อในอาณาจักรเสิ่นซวี่มาบ้าง แต่ของสิ่งนี้กลับไม่เคยได้ยินมาก่อน

แต่สามารถทำให้อี้เหวินเทายุ่งยากลำบากใจได้เช่นนี้ มันจะต้องเป็นของที่ล้ำค่าอย่างมากเป็นแน่

จากคำอธิบายของฉู่หลิวเยว่ หากมองเพียงภายนอกคงเห็นอี้เหวินเทาไปเพื่อท่าเรือดอกท้อ แต่อันที่จริงเขากลับพุ่งเป้าไปที่โล่ผสานนภานั่น

หาเป็นเช่นนี้จริงๆ เช่นนั้น…

โล่ผสานนภานี้ แท้จริงแล้วยังมีอยู่ได้อย่างใดกันและยังสามารถดึงดูดอี้เหวินเทาได้มากกว่าท่าเรือดอกท้อที่กว้างใหญ่อย่างนั้นหรือ

“มิรู้ว่าโล่ผสานนภานั่นเป็นสมบัติล้ำค่าอันใด ถึงทำให้นายท่านโหยหาได้เช่นนี้?”

จวินจิ่วชิงถามขึ้น

จู่ๆ อี้เหวินเทาก็หัวเราะขึ้นมาและหันไปทางจวินจิ่วชิง

ดวงตาของเขาแดงก่ำและเปล่งประกายรัศมีแห่งความบ้าคลั่งในคืนอันมืดมิด ทำให้ผู้คนกลัวจนตัวสั่น

จากนั้นเสียงทุ้มต่ำและแหบแห้งก็ดังขึ้นอยู่ภายในห้องของเขา

“ที่เหลือข้าไม่แน่ใจ อย่างใดก็ตามเมื่อได้โล่ผสานนภามาแล้ว ยิ่งมีความหวังในการทะลวงไปสู่ระดับเทพศักดิ์สิทธิ์!”

เสียงของเขาบางเบาราวกับจะสลายไปตามลมได้ทุกเวลา

แต่จวินจิ่วชิงยังคงได้ยินอย่างชัดเจน!

คิ้วของเขาขมวดกันอย่างยุ่งเหยิงในทันที

เหนือระดับเทพศักดิ์สิทธิ์ยังมีระดับที่สูงกว่าอีก

ทว่าในอาณาจักรเสิ่นซวี่เป็นเวลาหลายหมื่นปีแล้วที่ไม่มีผู้ใดทําลายพันธนาการนี้ได้

ผู้ฝึกตนทั้งหมดที่ติดอยู่ในอาณาจักรเทพศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามฝึกฝนแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่สามารถทะลวงขั้นขึ้นไปอีกระดับได้

แต่บัดนี้อี้เหวินเทากลับบอกว่า…

หากมีโล่ผสานนภานั่นจะสามารถทะลวงขั้นเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้นหรือ

ไม่แปลกใจเลยที่เขาสนใจเรื่องนี้!

ผู้ฝึกตนหลายพันคนในใต้หล้านี้มีใครจะไม่ต้องการแข็งแกร่งขึ้นกันเล่า

โดยเฉพาะผู้แข็งแกร่งระดับเทพศักดิ์สิทธิ์อันดับต้นๆ อย่างอี้เหวินเทาผู้นี้

เมื่อเขาได้พบเจอหลายสิ่งหลายอย่างในโลกนี้มามากมาย เขาจึงไม่สนใจเรื่องเหล่านี้

สิ่งที่ทำให้เขาหลงไหลอย่างบ้าคลั่ง…มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้น!

หากข้อมูลนี้ถูกเปิดเผยให้ผู้อื่นรู้เข้า เกรงว่าจะทำให้เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่อีกครั้ง!

เป็นแน่…

เรื่องแบบนี้ผู้ใดจะรับรองได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ?

เพียงแค่อาศัยโล่อันเดียวก็สามารถทำลายเชือกที่ผูกมัดไว้กว่าหมื่นปีนั่นได้เชียวหรือ

จวินจิ่วชิงยังคงสงสัยในเรื่องนี้อยู่

แต่เขาไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้นี้เสียทั้งหมด

ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้นทุกสิ่งย่อมมีเหตุผลเสมอ

ขณะนั้นมีคนหนึ่งกำลังเอนตัวอยู่บนเก้าอี้นั่น

เมื่อสายลมพัดมาดอกท้อสีชมพูอ่อนต่างพากันร่วงลงมา ยิ่งทำให้ชุดของคนผู้นั้นดูขาวยิ่งกว่าหิมะ

เขาหลับตาลงใบหน้าเด่นชัดราวกับภาพวาดที่งดงามสมบูรณ์แบบ

เมื่อทุกคนมองดูไกลๆ ราวกับหยกอันล้ำค่าที่ถูกแกะสลักอย่างปราณีตที่แดนสวรรค์ใช้กัน

และต่างจากสีบนโลกมนุษย์

เมื่ออวี๋มั่วเดินเข้ามาจึงมองเห็นภาพเช่นนี้เข้า

เขาอยู่ข้างกายหรงซิวมาหลายปี อันที่จริงเขาคุ้นชินกับรูปลักษณ์ที่หาใครเทียบมิได้ขององค์ชายมานานแล้ว

แต่ขณะที่มองดูอยู่นั้นในหัวของเขาจู่ๆ กลับปรากฏความคิดขึ้นมา

ถ้าเยี่ยนชิงเป็นชายรักชายจริงๆ เช่นนั้นเขาก็น่าจะสนใจองค์ชายด้วยเป็นแน่

ในใต้หล้านี้ยังมีชายใดที่รูปงามกว่าฝ่าบาทอีกหรือ

ไม่ สิ่งนี้ไม่สามารถใช้รูปลักษณ์ที่งดงามขององค์ชายมาอธิบายได้ ที่จริงแล้ว…

ขณะที่อวี๋มั่วกำลังคิดเรื่องไร้สาระอยู่นั้น หรงซิวก็ลืมตาขึ้น

เขามองมาทางด้านนี้ พอดีกับที่อวี๋มั่วกำลังจ้องมองเขาอยู่ ท่าทางเหมือนครุ่นคิดบางอย่าง สีหน้ายิ่ง…

หรงซิวหรี่ตาลง

จู่ๆ อวี๋มั่วก็รู้สึกหนาวสั่นขึ้น จนในที่สุดก็กลับมาได้สติ เขาจึงมองอย่างตั้งใจและสบตากับองค์ชายของตนเองเข้าพอดี

เขาตัวสั่นขึ้นในทันที

โอ้ย…ช่างหนาวยิ่งนัก!

สายตาขององค์ชายน่ากลัวยิ่งนัก!

เดิมทีเขาคิดจะวิ่งหนีไป แต่เขากับเลือกที่จะอยู่ต่อ ในที่สุดก็ร้องเรียกให้อวี๋มั่วขยับไปข้างหน้าแทน

“ฝ่าบาท ก่อนหน้านี้เรื่องที่พระองค์ให้ข้าน้อยไปตรวจสอบ ได้ข้อมูลมาแล้ว พระยะค่ะ”

หรงซิวกำลังลุกขึ้นยืน

“พูด”

สีหน้าของอวี๋มั่วจริงจัง เขาโน้มตัวและกราบทูล

“พระองค์เดาถูกแล้ว ในคนเหล่านั้นที่ต่อสู้กับพระองค์เมื่อหลายปีก่อนมีบางคนที่ไม่ได้มาจากถ้ำปีศาจทมิฬจริงๆ พะยะค่ะ”

เขาหยุดไปครู่หนึ่งและพูดต่อว่า

“มีสามคน มาจากตระกูลอี้!”

………………..

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์