………………..
ถวนจื่อพูดขึ้นด้วยเสียงสดใส
“แน่นอนว่ากลับไปนอนนะสิ!”
จื่อเฉินชะงักและเอ่ยถามขึ้น
“ที่นี่ก็มีที่ให้เจ้านอนไม่ใช่หรอกหรือ”
ช่วงนี้ถวนจื่อนอนในห้องเดียวกับเขามาโดยตลอด
ถวนจื่อขยิบตาพลางพูดขึ้น
“แต่แผลของข้าหายดีแล้วนิ!”
อาการบาดเจ็บของจื่อเฉินหายอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งวันนี้แม้แต่ผ้าพันแผลอะไรเหล่านั้นก็ถูกถอดออกทั้งหมดในตอนกลางวัน
นางเดินมาดึงมือของจื่อเฉินขึ้น และเผยให้เห็นข้อมือขาวเนียนของนาง
นางพยักหน้าและพูดขึ้น
“เจ้าดูสิ! ดีขึ้นแล้วจริงๆ!”
นอกจากสีผิวบริเวณปากแผลที่ดูยังแตกต่างจากบริเวณอื่นอยู่บ้าง แต่โดยรวมถือว่าแถบจะฟื้นตัวเกือบทั้งหมดแล้ว
จื่อเฉินรู้สึกคันที่ข้อมือเล็กน้อย
เขาดึงมือกลับโดยไม่แสดงความรู้สึกออกมาและครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเหมือนกำลังพิจารณาอะไรอยู่
“ข้าคิดว่านายท่านคงต้องใช้เวลาสักพักถึงจะกลับมา ดังนั้น…”
ถวนจื่อติดคนอย่างมาก
เวลาส่วนใหญ่ล้วนตามติดฉู่หลิวเยว่ แต่ครั้งนี้ที่นางกับหรงซิวจากไปกลับไม่ได้พาพวกมันทั้งสองไปด้วย
เดิมทีคิดว่าหลังจากบาดแผลหายดีแล้วในวันนี้ ถวนจื่อน่าจะยังคงไม่ยอมนอนคนเดียว เขาจึงตั้งใจเก็บห้องข้างๆ ไว้
แต่ไม่คิดว่า…
“อ้อ! จริงด้วย!”
หรงซิวก็อยู่ด้วยสินะ!
นางวิ่งเหยาะๆ สองสามก้าวตามจื่อเฉินไป พลางแหงนหน้าเอ่ยถามขึ้นว่า
“จื่อเฉิน เจ้าว่าข้ากลับไปตอนนี้จะไม่ค่อยเหมาะสมใช่หรือไม่”
นี่ไม่ใช่จิตสำนึกที่สูงส่งของนาง แต่เพราะมีบทเรียนมายมายจึงมีปฏิกิริยาตอนสอนงแบบมีเงื่อนไขเช่นนี้
และนางก็ไม่ต้องการถูกคนหิ้วและโยนออกมาอีกแล้ว!
จื่อเฉินชะงักฝีกเท้าและมองดูท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่งด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
“ไม่หรอก ถึงแม้สีท้องฟ้าจะดูสายไปหน่อย แต่นางเอ็นดูเจ้ามากที่สุด ไม่ต้องกังวลไปหรอก”
เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนี้ ถวนจื่อก็ยิ่งรู้สึกไม่เหมาะสม
“เอาเถอะ เช่นนั้นข้าก็ยิ่งไปไม่ได้แล้วล่ะ! ข้าจะนอนที่นี่ก็แล้วกัน!”
เมื่อพูดจบ นางจึงวิ่งซอยเท้าเข้าไปด้วยเท้าคู่เล็กนั่น
“จื่อเฉิน! วันนี้ข้านอนบนเตียงได้หรือไม่”
ถวนจื่อหันหน้าและโผล่หัวกลมๆ ออกมา
จื่อเฉินพยักหน้าเล็กน้อย
“อืม”
…
ในวันที่สองโหมวเจินมาถึงท่านเรือดอกท้อ
เขาเดินทางมาอย่างเร่งรีบโดยไม่หยุดพักและมุ่งตรงเข้าไปในจวนเยว่
เมื่อเขาผ่านค่ายกลเข้ามา ฉู่หลิวเยว่จึงรับรู้การมาถึงของเขาและตั้งใจออกมาต้อนรับ
“ผู้อาวุโสโหมวเจิน”
ฉู่หลิวเยว่ก้าวไปข้างหน้า
โหมวเจินโบกมือและท่าทางดูผ่อนคลายเช่นเคยพลางขมวดคิ้วแน่นอยู่หลายส่วน
เข้าไปคุยในห้องเถอะ”
…
ในท้องโถงฉู่หลิวเยว่กับโหมวเจินนั่งตรงข้ามกัน
“ไม่นับว่าเข้าใจ เป็นเพียงจุดเริ่มเล็กๆ เท่านั้น ซึ่งบรรพบุรุษของข้าในตระกูลไท่ซวีเฟิ่งหลง ก็ตกอยู่ในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์นั่นเช่นกัน”
ฉู่หลิวเยว่คิดไม่ถึงว่าเขาจะพูดออกมาเช่นนี้ นางจึงตกใจอย่างมาก
“แต่…ข่าวลือดูเหมือนจะไม่เป็นเช่นนี้…”
“ข้าบอกแล้วว่า นั่นเป็นข่าวลือทั้งหมด”
โหมวเจินตีที่วางแขนและพูดขึ้นด้วยอารมณ์
“อันที่จริงมีเพียงหัวหน้าตระกูลไท่ซวีเฟิ่งหลงเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ และเรื่องนี้มีความสําคัญและเป็นความลับอย่างยิ่ง หากประตูแดนสวรรค์ของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ไม่เปิดออกในครั้งนี้ ข้าก็คงยังไม่เปิดเผยเรื่องเหล่านี้”
ฉู่หลิวเยว่นึกถึงเสามังกรเคลื่อนของวิหารไท่ซวี
ถึงแม้ข้างในจะหลงเหลือเพียงลมปราณของบรรพบุรุษไท่ซวีเฟิ่งหลง แต่ก็ยังทรงพลังน่าเกรงขามจนน่าเคารพยกย่อง
จึงเห็นได้ว่าคนเหล่านั้นในสมัยที่รุ่งเรืองและอุดมสมบูรณ์เรียกฟ้าเรียกฝนอย่างไร
มีข่าวลือว่าชีวิตและความตายถูกกำหนดโดยโชคชะตาของคนเหล่านั้น แน่นอนว่าการตกต่ำที่ใครจะรู้ว่า…จริงๆ แล้วเกี่ยวข้องกับตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์หรือไม่”
“จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่ตระกูลไท่ซวีเฟิ่งหลงของข้าที่เป็นเช่นนี้”
โหมวเจินมองฉู่หลิวเยว่ด้วยสายตาสับสน
“คนนั้นที่มาจากตระกูลหงส์ทองคำก็เหมือนกัน แม้กระทั่ง…”
จู่ๆ เขาก็ชะงักไปชั่วขณะ และดูเหมือนนึกอะไรบางอย่างได้ขึ้นมาพลางคิ้วขมวดแน่น
ภายในห้องโถงเงียบสงัด
ฉู่หลิวเยว่ตกใจเล็กน้อย
แม้กระกระทั่ง?
แม้กระทั่งสิ่งใด
เมื่อได้ยินความหมายเช่นนี้ของโหมวเจิน หรือว่าบรรพบุรุษของตระกูลหงส์ทองคำ มีจุดจบที่ยิ่งกว่านี้…
“เหตุใดอี้เจายังไม่มา”
โหมวเจินเอ่ยถามกะทันหัน
………………..

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...