………………..
เมื่อฉู่หลิวเยว่พูดจบ ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็หันไปมองอี้เหวินเทาอย่างพร้อมเพรียง
โดยเฉพาะผู้อาวุโสทั้งสองที่ยืนอยู่ด้านข้าง พวกเขามีสีหน้ามึนงงและสงสัย
ท่านประมุขมาที่นี่เพื่อท่าเรือดอกท้อไม่ใช่หรือ?
ถ้าไม่ใช่เช่นนั้นแล้วจะเพื่ออันใดได้อีก?
หรือว่าที่แห่งนี้มีอันใดล้ำค่ามากกว่าท่าเรือดอกท้อนี้อีก?
แต่ในเวลาแบบนี้ ฉู่หลิวเยว่ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องโกหก…
ผู้อาวุโสทั้งสองสบสายตากันด้วยความสงสัย
ถ้าอี้เหวินเทามาที่นี่เพราะประโยชน์ส่วนตัวจริงๆ แล้วเขานำกำลังของตระกูลอี้ทั้งหมดมา…
ความเงียบที่กระจายตัวอยู่โดยรอบเริ่มกดดันจนทำให้คนหายใจไม่ออก
ทันใดนั้นเองหัวใจของอี้เหวินเทาก็สับสนวุ่นวายและด้านชา
เขาระงับความอยากที่จะหันศีรษะกลับไปมอง เขาหลุบตาลงต่ำเล็กน้อยเพื่อปกปิดคลื่นอารมณ์ทั้งหมด
หลังจากผ่านไปสักพัก เขาก็พูดขึ้นมาด้วยเสียงเย็นชาทว่าร้อนรนว่า
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังพูดเรื่องอันใดอยู่!”
เมื่อพูดจบเขาก็เดินหน้าต่อไป ราวกับไม่อยากจะสนใจฉู่หลิวเยว่ที่กำลัง “พูดจาไร้สาระ”
ฉู่หลิวเยว่ยักไหล่
“ประมุขอี้รู้ก็ดี ไม่รู้ก็ช่าง ไม่ว่าอย่างใด หลังจากนี้ไป ขอให้เจ้าเข้าใจว่า มันไม่ใช่ของของเจ้า เจ้าก็เลิกคิดเลิกฝันไปได้เลย ไม่อย่างนั้นครั้งหน้า…ข้าเองก็ไม่กล้ารับประกันว่าตระกูลอี้จะยอมจ่ายค่าตอบแทนมากมายขนาดนี้เพื่อชีวิตของเจ้าหรือไม่”
คำพูดประโยคนี้เหมือนเป็นตะปูที่เข้ามาทิ่มแทงหัวใจของอี้เหวินเทาอย่างแรง จนแทบทำให้เขากระอักเลือด!
เขาเดินไปที่ข้างกายของจวินจิ่วชิงด้วยท่วงท่าแข็งทื่อ
ทั้งสองคนประสานสายตากัน
จวินจิ่วชิงหรี่ตาลงเล็กน้อย เหมือนกับกำลังครุ่นคิดอันใดบางอย่าง
หัวใจของอี้เหวินเทาเต้นระส่ำ จวินจิ่วชิงคงจะไม่เชื่อคำพูดของฉู่หลิวเยว่ใช่หรือไม่?
ตอนที่เขารู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก จวินจิ่วชิงกลับหัวเราะออกมา
“ไม่มีอันใดดีไปกว่าท่านประมุขกลับมาอย่างปลอดภัยแล้ว พวกเรารีบกลับกันเถอะ”
ขณะที่เขาพูด ท่าทียังคงมีความเคารพและเกรงใจ
เหมือนกับว่ากระแสคลื่นลมเมื่อก่อนหน้านี้เป็นเพียงแค่ภาพมายาเท่านั้น
หัวใจของอี้เหวินเทาจมดิ่ง
เขาเพิ่งค้นพบว่า จวินจิ่วชิง…มีความทะเยอทะยานมากกว่าที่เขาคิดเสียอีก! อีกทั้งวิธีการก็ยังแข็งแกร่งมาก!
เหตุผลที่เขาเลือกจวินจิ่วชิงเป็นนายน้อยก็เพราะว่า คนรุ่นเยาว์ของตระกูลอี้ในตอนนี้ ไม่มีใครสามารถเทียบเคียงจวินจิ่วชิงได้เลยสักคน แล้วอีกอย่างหนึ่ง เมื่อจวินจิ่วชิงอยู่ต่อหน้าเขา เห็นได้ชัดว่าเขามีท่าทีหวาดกลัว มีมารยาท และให้ความเคารพอยู่เสมอ
ดังนั้นเขาจึงรู้สึกพอใจจวินจิ่วชิงมาก ท้ายที่สุดแล้วแม้ว่ามีคนของตระกูลอี้จะคัดค้าน แต่เขาก็ยังเลือกอีกฝ่ายให้ขึ้นตำแหน่งนายน้อย
แต่ใครจะรู้เล่าว่า…
ทั้งหมดนั้นคือการเสแสร้ง!
อี้เหวินเทาสามารถมั่นใจได้เลยว่า ตั้งแต่วันแรกที่จวินจิ่วชิงมาถึงตระกูลอี้ เขาก็ได้วางแผนเอาไว้ทั้งหมดแล้ว!
แต่เรื่องมาถึงตอนนี้ กว่าเขาจะเข้าใจมันก็สายเกินไปแล้ว
ตอนนี้อี้เหวินเทาหวังว่า คำพูดเมื่อครู่นี้ของฉู่หลิวเยว่จะไม่ทำให้จวินจิ่วชิงสงสัยในตัวเขา
ต่อให้สงสัยแล้วก็อย่าสืบค้นจนถึงที่สุด!
เขาฝืนพยักหน้า
อีกฝ่ายไม่ได้พูดอันใดมาอีก แต่ก็รีบจากไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากผ่านไปสักพัก เงาร่างของพวกเขาก็หายไปจากสายตาอย่างสิ้นเชิง
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะเกลียดอี้เหวินเทามากเลยทีเดียวนะ”
หรงซิวพูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน และมีรอยยิ้มประดับที่มุมปาก
ฉู่หลิวเยว่เลิกคิ้วขึ้น
“เหตุใดถึงคิดเช่นนั้นล่ะ?”
หรงซิวใช้นิ้วชี้แตะที่หน้าผากของนางเบาๆ
“เจ้ารู้อยู่แก่ใจ ยังจะถามคนอื่นอีก”
เมื่อครู่นี้ตอนที่อี้เหวินเทาเดินไป เดิมทีนางจะไม่พูดอันใดแล้ว
แต่สุดท้ายนางก็พูดออกมา
เพราะอันใดน่ะหรือ?
แน่นอนก็เป็นเพราะว่านางไม่อยากให้อี้เหวินเทากลับไปมีชีวิตที่ดี
บางครั้ง ขอเพียงแค่มีเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัย มันก็สามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างง่ายดาย
เดิมทีสถานการณ์ของอี้เหวินเทาก็ยากลำบากอยู่แล้ว แล้วนางยังหนุนคลื่นลมให้สูงเช่นนี้* หลังจากกลับไปสถานการณ์ของเขาจะเป็นอย่างใดนั้น แค่คิดก็สามารถคาดเดาได้
ฉู่หลิวเยว่กะพริบตาปริบๆ
“คนที่รู้จักข้าดี ก็คือสามีนั่นแหละ”
…
สามวันต่อมา
ภายในห้องฉู่หลิวเยว่นั่งขัดสมาธิ ก่อนกลืนโอสถไปหนึ่งเม็ด แล้วหลับตาลงเบาๆ
พลังปราณดั้งเดิมภายในร่างกายพวยพุ่งออกมาจากตันเถียนอย่างต่อเนื่อง และแผ่กระจายไปทั่วร่างกาย
หลังจากผ่านไปเป็นเวลานาน เขาก็ลืมตาขึ้น แล้วถอนหายใจยาวๆ
“ในที่สุดก็ฟื้นคืนได้อย่างสมบูรณ์แล้ว…”
นางบ่นพึมพำเบาๆ
ก่อนหน้านี้ตอนที่นางต่อสู้กับอี้เหวินเทา ดูผิวเผินแล้วเหมือนนางจะไม่ได้รับบาดเจ็บอันใด
แต่ท้ายที่สุดแล้วอี้เหวินเทาก็เป็นระดับเทพศักดิ์สิทธิ์ แม้ว่านางจะมีถวนจื่อและจื่อเฉิน แต่ตอนที่นางต่อสู้กับเขานางก็ได้รับบาดเจ็บภายในเล็กน้อย
ยังดีที่ไม่ได้สาหัสอันใด
กอปรกับตอนนี้นางมีร่างศักดิ์สิทธิ์แล้ว พลังในการฟื้นฟูจึงแข็งแกร่ง
หลังจากพักรักษาตัวไม่กี่วัน นางก็หายเป็นปกติ
นางลุกขึ้นยืนเตรียมตัวจะเดินออกไปด้านนอก
แต่เมื่อเปิดประตูออกมาก็เห็นเฉินอีที่เดินเข้ามา
“นายท่าน”
เฉินอีโค้งคำนับทำความเคารพ
ฉู่หลิวเยว่มองเขาด้วยความประหลาดใจ
“เฉินอี? เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ?”
หากคำนวณจากเวลาแล้วตอนนี้เขาน่าจะอยู่ที่ทางเข้าม่านพลังสิ…
ก่อนหน้านี้ท่าเรือดอกท้อมีทั้งคนดีและไม่ดี ทางเข้าม่านพลังสามารถเข้าออกได้ตามใจชอบ
แต่หลังจากคนของสำนักกระบี่ทมิฬมาอยู่ที่นี่ ทางเข้าม่านพลังก็ถูกควบคุมอย่างเผด็จการ
ก่อนหน้านี้คนของสำนักกระบี่ทมิฬถูกกวาดล้างออกไปทั้งหมด ดังนั้นฉู่หลิวเยว่จึงให้คนของจวนเยว่ไปประจำการอยู่ที่นั่น
ตอนนี้เรื่องราวต่างๆ ภายในท่าเรือดอกท้อก็เป็นไปในทางที่ถูกที่ควร ฉู่หลิวเยว่เริ่มพิจารณาเรื่องการป้องกันของทางเข้าม่านพลัง
และเมื่อเช้านี้ เฉินอีก็เพิ่งได้รับมอบหมายให้ไปตรวจสอบที่แห่งนี้ คิดไม่ถึงเลยว่าตอนกลางวันเขาก็กลับมาแล้ว?
*หนุนคลื่นลมให้สูง หมายถึง ทำให้ปัญหานั้นแย่ลงไปอีก
………………..

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...