ผ่านไปหลายชั่วยาม
เย่ชิวกับหนานกงเซียวเซียวกำลังยืนอยู่บนกระบี่เฉิงเฟิง หนานกงเซียวเซียวชี้ไปข้างหน้าพลางพูดว่า “จ้าวหอสมุด ข้างหน้านั่นแหละสำนักศึกษาจี้เซี่ย อีกเดี๋ยวก็ถึงแล้ว”
เย่ชิวก้มมองลงไป เห็นกลางหุบเขาที่รายล้อมด้วยภูเขาน้อยใหญ่ มีป่าไผ่เขียวชอุ่มผืนหนึ่งทอดตัวอยู่ ลึกเข้าไปในป่าไผ่ มองเห็นกลุ่มอาคารเตี้ย ๆ ตั้งเรียงราย
กำแพงรั้วสีขาว กระเบื้องหลังคาสีเขียวชายคาเชิดรับหมอกบาง ละอองหมอกลอยคลอเคลียไปมา ราวกับเป็นแดนสุขาวดีนอกโลกีย์
หมู่อาคารนั้นแม้ไม่หรูหราโอ่อ่า แต่กลับแผ่บรรยากาศสงบงามและเรียบง่ายละเมียดละไมออกมา
กอไผ่เอนเอนไหวไปตามสายลม นอกกำแพงรั้วมีลำธารสายเล็กใสแจ๋วคดเคี้ยวไหลผ่าน เสียงน้ำไหลรินเบา ๆ สะท้อนแสงฟ้าและเงาเมฆ ดูสงบเงียบเป็นพิเศษ
เย่ชิวกับหนานกงเซียวเซียวเหินกายลงจากกระบี่เฉิงเฟิง ย่ำไปตามทางเดินเล็ก ๆ ที่ปูด้วยแผ่นหินเขียว มุ่งหน้าไปยังหมู่อาคารนั้น
สองข้างทางมีดอกไม้ป่าบานแซมอยู่เป็นหย่อม ๆ กลิ่นไผ่อ่อน ๆ ปะปนกับกลิ่นหอมของดอกไม้ลอยฟุ้งในอากาศ ทำให้คนรู้สึกปลอดโปร่งเบาสบายใจอย่างยิ่ง
ไม่นาน ทั้งคู่ก็มาถึงหน้ากำแพงรั้ว
แหงนหน้ามองขึ้นไป เห็นเหนือประตูมีป้ายไม้แนวนอนแขวนอยู่ บนป้ายเขียนตัวอักษรโบราณสี่ตัวว่า
“สำนักศึกษาจี้เซี่ย!”
ลายเส้นทั้งสี่ตัวหนักแน่นทรงพลัง กลิ่นอายลึกซึ้งประหลาด ราวกับแฝงปัญญานับประมาณมิได้และกลิ่นอายแห่งเต๋าเอาไว้
เย่ชิวกับหนานกงเซียวเซียวยืนอยู่ใต้ป้าย ในใจพลันอดเกิดความรู้สึกเคารพนอบน้อมขึ้นมาไม่ได้
หนานกงเซียวเซียวถอนหายใจแผ่วเบา “ไม่คิดเลยว่า สำนักศึกษาจี้เซี่ยที่เลื่องชื่อไปทั่วหล้า จะเรียบง่ายได้ถึงเพียงนี้”
เย่ชิวพยักหน้า “ก็เพราะความเรียบง่ายเช่นนี้นั่นแหละ จึงยิ่งขับให้สำนักศึกษาแลดูสูงส่งเหนือสามัญ ท่านอาจารย์ช่างสมเป็นมหาบัณฑิตแห่งยุค สำนักศึกษาจี้เซี่ยแม้เรียบง่าย แต่กลับซ่อนความหมายล้ำลึกของ ‘มหาเต๋าเรียบง่ายถึงที่สุด’ เอาไว้”
“จ้าวหอสมุด เดี๋ยวข้าไปเคาะประตูก่อน” หนานกงเซียวเซียวพูดจบกำลังจะก้าวขึ้นไปเคาะประตู ทันใดนั้นเอง เสียงเอี๊ยดดังขึ้น ประตูก็ถูกเปิดออกเสียก่อน
เด็กหนุ่มอายุราวสิบสองสิบสามปีคนหนึ่งเดินออกมาจากด้านใน
เขาสวมชุดยาวสีเขียว ศีรษะโพกผ้าแบบนักศึกษาวิชาอักษร ดูท่าทางเหมือนเด็กนักอ่าน ใบหน้ายังมีความเยาว์วัยอยู่มาก แต่กลับดูสะอาดสะอ้านหล่อเหลาเป็นพิเศษ
เด็กหนุ่มเห็นเย่ชิวกับหนานกงเซียวเซียวก็รีบโค้งคำนับอย่างสุภาพแล้วเอ่ยว่า “แขกผู้มีเกียรติทั้งสอง ท่านมาหาท่านอาจารย์หรือครับ เชิญข้างในครับ”
หนานกงเซียวเซียวถามยิ้ม ๆ ว่า “เจ้ารู้ได้ยังไงล่ะว่าเรามาหาท่านอาจารย์ แล้วทำไมถึงคิดว่าเราเป็นแขกผู้มีเกียรติด้วย”
เด็กหนุ่มถูกหนานกงเซียวเซียวเอ่ยถาม หน้าเลยแดงระเรื่อทันที รีบก้มหน้าลง พูดเสียงเบา “ตอนเช้ามีนกกางเขนร้องเจี๊ยวจ๊าวอยู่บนหลังคาไม่หยุด ท่านอาจารย์บอกว่า วันนี้จะมีแขกสำคัญมาเยือนครับ”
หนานกงเซียวเซียวหัวเราะ “อย่างนี้นี่เอง เจ้าหนุ่ม เจ้าชื่ออะไรหรือ”
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้น ตอบอย่างเก้อเขินว่า “ผมชื่อจื่อเชียน เป็นศิษย์คนใหม่ที่ท่านอาจารย์เพิ่งรับไว้ครับ”
เย่ชิวเอ่ยว่า “จื่อเชียน เป็นชื่อที่ดี ‘เชียน’ แปลว่าถ่อมตน สุภาพอ่อนโยนดุจหยก ท่านอาจารย์สั่งสอนคนเก่งจริง ๆ”
จื่อเชียนได้ยินเย่ชิวชมก็ยิ้มเขิน ๆ ทันที รีบพูดว่า “แขกผู้มีเกียรติทั้งสอง เชิญตามผมมาทางนี้ครับ”
เย่ชิวกับหนานกงเซียวเซียวเดินตามจื่อเชียนผ่านประตูเข้าสู่ลานด้านใน ก็เห็นภายในคอร์ตดูสงบเงียบสะอาดตา เรือนโบราณไม่กี่หลังตั้งเรียงรายอย่างลงตัว
ในลานปลูกไม้ดอกไม้ประดับไว้เต็มไปหมด มีต้นไม้โบราณไม่กี่ต้นสูงชะลูดกว่าหลายคนโอบ ใต้ร่มเงาต้นไม้ตั้งโต๊ะหินกับม้าหินไว้หลายชุด ดูงามอย่างมีรสนิยม
จื่อเชียนพาทั้งสองเดินเลียบระเบียงยาว จากนั้นก็ผ่านสวนหลังบ้าน ขึ้นขั้นบันไดหินสีเขียวไปบนภูเขา
“ท่านอาจารย์อยู่บนภูเขาหรือ” เย่ชิวถาม
จื่อเชียนตอบว่า “ไม่ครับ ปกติท่านอาจารย์อยู่เชิงเขา แต่เพราะวันนี้มีแขกผู้มีเกียรติมาเยือน ท่านอาจารย์เลยขึ้นเขามาเก็บชา”
เย่ชิวกับหนานกงเซียวเซียวเดินขึ้นเขาตามจื่อเชียนไป ระหว่างทางเย่ชิวถามว่า “จื่อเชียน แล้วข่งเทียนเซี่ยไปไหนเสียล่ะ”
จื่อเชียนอุทานอย่างแปลกใจ “ท่านรู้จักต้าซือเสียงด้วยหรือครับ”
หนานกงเซียวเซียวหัวเราะพลางอธิบายว่า “เขากับต้าซือเสียงของเจ้าเป็นสหายกัน”
เย่ชิวพยักหน้า “ฉันคือเย่ฉางเซิง”
เมื่อจื่อเชียนได้ยินก็ถึงกับตะลึงงันไปทั้งหน้า “ท่านคือท่านเย่น่ะหรือครับ”
หนานกงเซียวเซียวก็รีบทำความเคารพเช่นกัน “ผู้น้อยหนานกงเซียวเซียว ขอน้อมคารวะท่านอาจารย์”
ท่านอาจารย์หัวเราะพลางโบกมือ “ไม่ต้องมากพิธีนัก จื่อเชียน เจ้าพาคุณชายเย่กับคุณหนูหนานกงไปพักที่ศาลาพักร้อนก่อน เฉพาะข้าเก็บชาเสร็จแล้วจะตามไป”
จื่อเชียนรับคำ จากนั้นก็พาเย่ชิวกับหนานกงเซียวเซียวไปยังศาลาพักร้อนบนยอดเขา
ในศาลาพักร้อนมีโต๊ะหินกับม้าหินตั้งอยู่ รอบด้านปลูกไม้ดอกไม้ประดับไว้เต็ม ครู่หนึ่งสายลมพัดผ่าน กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ก็ลอยมาแตะจมูก
ไม่นาน ท่านอาจารย์ก็เก็บใบชาเสร็จ หิ้วตะกร้าที่ใส่ใบชาสดใหม่เดินเข้ามา
แล้วท่านเพียงสะบัดมือขวาเบา ๆ ชุดอุปกรณ์ชงชาโบราณชุดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะหิน
ถัดจากนั้น ท่านอาจารย์ก็หยิบเตาถ่านเล็ก ๆ ออกมาอีกชิ้นหนึ่ง
จื่อเชียนรับหน้าที่ก่อไฟต้มน้ำ ส่วนท่านอาจารย์ลงมือชงชาให้เย่ชิวกับหนานกงเซียวเซียวด้วยตนเอง
ท่านอาจารย์ชงชาไปพลาง ยิ้มไปพลางเอ่ยว่า “คุณชายเย่ คุณหนูหนานกง ใบชานี่ข้าปลูกเองกับมือ ลองชิมดูสักถ้วยเถิด”
เย่ชิวหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบเบา ๆ ทันใดนั้นก็รู้สึกว่ากลิ่นหอมใสสะอาดกระจายไปทั่วช่องปาก น้ำชาหวานนุ่มลื่น ล้ำลึกติดลิ้นอยู่นานไม่จาง
“ชาดี!”
ดวงตาเย่ชิวสว่างวาบขึ้นมา
ชาที่ท่านอาจารย์ปลูกมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์นัก ยิ่งกว่านั้นยังแฝงพลังวิญญาณเข้มข้นแน่นเอาไว้ด้วย
หนานกงเซียวเซียวก็อดชมไม่ได้ “ท่านอาจารย์สมเป็นมหาบัณฑิต แม้แต่ชาที่ปลูกเองยังไม่ธรรมดาเช่นนี้”
ท่านอาจารย์หัวเราะ “วิถีแห่งชาก็เหมือนหนทางของคน สิ่งสำคัญคือใจต้องสงบนิ่งดุจสายน้ำ จึงจะลิ้มรสความจริงแท้ในนั้นได้”
เย่ชิวพยักหน้า “ท่านอาจารย์กล่าวได้ถูกต้องนัก ชาก็เหมือนชีวิต ต้องผ่านความขมจนหมดสิ้น จึงจะได้ลิ้มรสหวานแท้จริง”
ท่านอาจารย์ปรายตามองเย่ชิวครั้งหนึ่ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงมีนัยลึกซึ้งว่า “คุณชายเย่ การที่เจ้ามาครั้งนี้ คงไม่ใช่เพียงเพื่อมาเยี่ยมคนแก่เช่นข้าหรอกกระมัง”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: วิสารทแพทย์เทวัญ
ตอนที่ 261-281 ทำไมมีตอนละไม่กี่บรรทัด...
เรื่องนี้มีเติมเงินอ่านไหมครับ แนะนำหน่อย...
ทำไมลงวันละตอนแล้วครับ ช่วยชี้แจงหน่อยครับ...
ทำไมช่วงนี้ลงวันละตอนล่ะครับอีกอย่างช่วงแรกได้อ่านตั้งแต่7โมงเช้าแต่พอลงตอนเดียวต้องอ่านตอน3โมงเย็น...
ไอ้ชิบหาย มีแต่หน้าเปล่าๆมา3วันแล้ว พอๆเลิกอ่านบล็อคแม่งออกเลย หนังสือที่อื่นมีอ่านเยอะแยะ...
หลังๆทำไมลงแต่หน้าเปล่า ไม่มีตัวหนังสือสักตัว...
จะอ่านบท1611-1616ยังใงคับ...
ตอนที่ 267 - 301 มีแค่ 2-3 บรรทัดเองรบกวนแก้ไขให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ...
อยากอ่านจนจบเรื่องทำไงบ้างครับ...
ฮาเร็มไหมครับ...