จวนที่พักขุนนางมีแค่สามชั้น แต่กลับกินอาณาบริเวณกว้างขวางมาก
ตรงกลางของลานเรือนทั้งสามชั้นแยกกันปลูกต้นอู๋ถงที่พุ่มใบหนาครึ้ม ไม่ใช่ของเก่าแก่ของตระกูลเซียน ว่ากันว่ามีอายุเท่ากับที่ว่าการ
พอถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เริ่มกลายเป็นสีทอง บางครั้งก็มีใบไม้ที่ปลิวมาตามลมลอดทะลุหน้าต่างมาตกลงบนโต๊ะของพวกคนหนุ่มเบาๆ แล้วก็จะถูกเก็บเอาไว้ บ้างก็เอาไว้ทำเป็นที่คั่นหนังสือ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี
ต้นสนเก่าแก่ต้นหนึ่งที่ย้ายจากภูเขาตระกูลเซียนแห่งหนึ่งมาปลูกที่นี่ กิ่งก้านเป็นปมเปลือกเหมือนเกล็ดมังกร ใบเป็นพุ่มหนาสีเขียวขจี สายลมเย็นโชยเป็นระลอกที่ลอดผ่านร่องใบถี่แน่นคล้ายจะเย็นกว่าที่อื่น
ใต้ต้นไม้มีก้อนอิฐเขียวทรงยาวล้อมเป็นวงต่างม้านั่ง เพื่อสะดวกให้พวกขุนนางในห้องต่างๆ ของเรือนออกมาพักผ่อนคุยเล่นกัน
ท่ามกลางร่มเขียวขจียังมีโต๊ะหินอีกตัวที่หน้าโต๊ะแกะสลักเป็นกระดานหมากเอาไว้ ทุกครั้งที่แสงตะวันสีทองลอดผ่านพุ่มไม้หนาเป็นชั้นๆ ลงมาสาดส่องลงบนโต๊ะ ก็ราวกับเซียนเหรินกำลังวางเม็ดหมาก
ยังมีต้นท้ออีกต้นหนึ่งที่อยู่ในเรือนด้านหลัง ชุยฉานเป็นคนปลูกเสริมกับมือตัวเองเมื่อสิบกว่าปีก่อน
ตอนนั้นหรงอวี๋ยังเป็นแม่นางน้อยที่พอคิดถึงบ้านก็มักจะร้องไห้น้ำมูกน้ำตานองเต็มใบหน้า รอกระทั่งหรงอวี๋ค่อยๆ เติบโตเป็นเด็กสาวสะโอดสะองก็ได้อ่านบทกวีไพเราะมากมายเกี่ยวกับดอกท้อจากในตำรา
วางพู่กันลงบนที่วางพู่กันกระเบื้องรูปทรงสามภูเขา ปิดเอกสารคดีความฉบับหนึ่งลง
เฉินผิงอันเรียกฝูชิงเข้ามา อยากจะขอเอกสารลับฉบับหนึ่งจากนาง ช่วงยี่สิบปีล่าสุดนี้ ขั้นตอนอันเป็นรูปธรรมในการตรวจสอบหน่วยงานราชการต่างๆ ของเมืองหลวง รวมไปถึงยามที่อยู่ในจวนแห่งนี้ทุกวัน ชุยฉานได้พบใครบ้าง ใช้เวลานานแค่ไหน หากมีบันทึกเนื้อหาการประชุมอย่างละเอียดด้วยก็ยิ่งดี
คิดไม่ถึงว่าฝูชิงจะบอกว่าจวนราชครูไม่มีเอกสารที่ว่านี้ เฉินผิงอันถามหยั่งเชิง
“ทางฝั่งของกรมอาญาล่ะ?”
ฝูชิงส่ายหน้า “ยิ่งไม่มีการเก็บเอกสารประเภทนี้”
เฉินผิงอันปวดหัวอยู่บ้าง เอนหลังพิงเก้าอี้ สองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ เงยหน้ามองฝ้าเพดาน
แคว้นแห่งหนึ่งก็เหมือนร่างกายมนุษย์ จำนวนสำมะโนครัว กองกำลังทหารที่ประจำการและอัตราการเก็บภาษีบนหน้ากระดาษ ฯลฯ ก็เหมือนรูปโฉมของคน สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ
นอกจากนี้ยังมีการหมุนเวียนทางการค้าที่คล้ายคลึงกับการหมุนเวียนทรัพย์สินเงินทองของพวกชาวบ้าน การสัญจรไม่หยุดหย่อนตามจุดพักม้าของทางหลวง ก็เหมือนเลือดลมของมนุษย์
ศักยภาพในการสู้รบที่แท้จริงบนสนามรับของทหารชายแดนก็เหมือนเส้นเอ็นและกระดูกที่อยู่ใต้ผิวหนัง
ส่วนการศึกษาการสั่งสอนในสำนักศึกษา ในโรงเรียนประถมตามหมู่บ้านชนบท จิตใจของพวกชาวบ้าน ฯลฯ โดยรวมแล้วก็คือ จิตวิญญาณซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของมนุษย์
ดังนั้นแคว้นแห่งหนึ่งก็มีเส้นชีพจรของตัวเอง เบาะแสที่เฉินผิงอันอยากจะหาให้เจอก็คือ การศึกษาว่าชุยฉานตรวจชีพจรให้กับต้าหลีอย่างไร
ฝูชิงกล่าว
“เรียนท่านราชครู หรงอวี๋ความจำดี นางหกขวบก็ได้เข้ามาอยู่ที่นี่แล้ว อยากให้เรียกนางมาหรือไม่?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ให้นางเข้ามาหน่อย”
หรงอวี๋มาเคาะประตูเบาๆ อย่างรวดเร็ว เดินข้ามธรณีประตูเข้ามาด้วยฝีเท้าแผ่วเบา เลือกที่ยืนเงียบๆ อยู่บนก้อนอิฐเขียวก้อนหนึ่งที่คล้ายจะถูกกำหนดไว้แล้ว
เฉินผิงอันยิ้มถาม
“ฝูชิงบอกว่าเจ้าความจำดีมาก จำได้ดีแค่ไหน?”
หรงอวี๋กล่าว
“เรียนท่านราชครู สิ่งที่ได้เห็นได้ยินมาอย่างน้อยในเวลาสิบปี ข้าล้วนจำได้อย่างแม่นยำ สามารถเขียนออกมาได้ และวาดออกมาได้ แล้วยังเลียนแบบน้ำเสียงที่พูดได้ด้วย”
เฉินผิงอันอึ้งตะลึง
หรงอวี๋อธิบายว่า
“ไม่ใช่วิชาอภินิหารที่สวรรค์ประทานให้หรือเป็นวิชาลับตระกูลเซียนอะไร ก็แค่ความจำดีเท่านั้นจริงๆ”
นางชี้ไปที่หัวของตัวเอง ยิ้มเอ่ยว่า
“ข้าถูกราชครูชุยพามาที่นี่ ตอนนั้นเป็นเพราะอายุยังน้อยจึงค่อนข้างจะมีอิสระ อีกอย่างหากเป็นเรื่องที่ราชครูชุยไม่ได้เตือนไว้ก่อนหรือมีคำสั่งอย่างชัดเจน โดยทั่วไปแล้วก็เท่ากับการยอมรับโดยปริยายว่าสามารถทำได้
ด้วยเหตุนี้ กิจวัตรประจำวันภายในระยะเวลาสิบปีของราชครูชุย ได้เจอใครที่ห้องหนังสือ พูดคุยกันนานแค่ไหน ราชครูชุยนั่งนิ่งไม่ขยับหรือลุกขึ้นมาต้อนรับ ให้ขุนนางยืนพูดหรือยกเก้าอี้มาให้ใคร
คุยกันเสร็จแล้ว ราชครูชุยได้ไปส่งแขกหรือไม่ ไปส่งถึงตรงไหน หน้าประตู หรือว่าหน้าประตูระเบียงของเรือนชั้นสองชั้นสาม หรือว่าเดินไปส่งจนถึงประตูใหญ่ของจวน
ราชครูชุยได้รั้งแขกให้อยู่กินข้าวต่อหรือไม่ ทุกวันเขาขอเอกสารคดีความอะไรจากหน่วยงานใดบ้าง การไปกลับของสำเนาเอกสารประเภทต่างๆ ระหว่างที่จวนกับที่ว่าการของระเบียงพันก้าว ขอแค่ผ่านมือของข้า ส่วนที่ไม่กล้าจดลงกระดาษเองโดยพลการ ก็ล้วนจดจำไว้ในนี้หมดแล้ว”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย
“ถ้าอย่างนั้นช่วงนี้เจ้าอาจจะต้องลำบากหน่อย แล้วคัดลอกสิ่งที่เจ้าจำได้ออกมาให้หมด”
หรงอวี๋ถาม
“ราชครูชุย มักจะไปเดินเล่นอยู่ในลานบ้านด้านนอกเป็นประจำ ทุกวันกินอะไร บางครั้งที่ไปกินข้าวข้างนอกได้พูดคุยกับเลขานุการฝ่ายบุ๋นคนใดบ้าง รวมถึงเนื้อหาในการถามตอบระหว่างขุนนางพวกนั้น การเปลี่ยนแปลงอันละเอียดอ่อนของสีหน้าท่าทาง หลังจากราชครูชุยกินข้าวอิ่มแล้วลุกขึ้นยืน สีหน้าที่พวกเขาแสดงออกมา เรื่องพวกนี้ล้วนต้องเขียนด้วยไหม?”
เฉินผิงอันหลุดหัวเราะอย่างอดไม่อยู่ โบกมือเอ่ย
“เรื่องพวกนี้ไม่ต้องหรอก”
หรงอวี๋ขอตัวลากลับไป ฝูชิงยังคงเฝ้าอยู่ที่ระเบียงข้างนอก บางครั้งก็ขยับเท้าเดินไปตรวจตราเรือนสองชั้นด้านหน้าของจวนราชครูรอบหนึ่ง
ขุนนางหนุ่มจากหน่วยงานต่างๆ ก่อนหน้านี้ต่างก็มองภาพการเดินช้าๆ ผ่านหน้าต่างของฝูชิงเป็นทัศนียภาพอันงดงาม มองเป็นบุญตาที่สามารถผ่อนคลายอารมณ์ได้
ทว่าตอนนี้ไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว
เซียโก่วนั่งอยู่ที่ธรณีประตูอย่างสงบ ฟังเสียงสวบสาบยามที่ปลายพู่กันตวัดลงบนกระดาษ
เฉินผิงอันพูดชวนคุยโดยไม่เงยหน้า แต่ยังตวัดพู่กันไม่หยุด
“มีป้ายหยกของจวนราชครูแผ่นนั้น เจ้าสามารถเดินเล่นอยู่ในเมืองหลวงได้ตามสบาย ไม่ต้องมานั่งเบื่ออยู่ที่นี่ สามารถไปหาหนังสืออ่าน ไปที่หอเก็บตำราของกองโหราศาสตร์ สำนักฮั่นหลินและกั๋วจื่อเจี้ยนได้ สถานที่เหล่านี้มีตำราหายาก ตำราที่มีเล่มเดียวเก็บไว้เยอะมาก จำไว้ว่าแค่แอบอ่าน แต่อย่าแอบขโมยมา”
เซียโก่วเอ่ย “ไม่เห็นจะน่าสนุกตรงไหน”
เฉินผิงอันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ก็เอ่ยว่า
“เจ้าส่งกระบี่บินไปที่ยอดเขาจี๋เชื้อหน่อย บอกให้เพ่ยเซียงแห่งแคว้นหูส่งคนมา เอาเป็นหลัวฟู่เม่ยลูกศิษย์ผู้สืบทอดของนาง ให้นางอยู่ในแคว้นหูเป็นผู้ฝึกตนสายผู้คุมกฎก็เท่ากับเอาคนมีความสามารถไปใช้ในงานเล็กน้อย
โก่วจื่อ เจ้าไปบอกฝูชิงว่าให้ไปสั่งป้ายผู้ถวายงานอันดับสามแผ่นหนึ่งที่กรมอาญา แล้วหาตำแหน่งขุนนางที่ระดับขั้นต่ำที่สุดให้กับหลัวฟู่เม่ย บันทึกลงเอกสารให้เรียบร้อย วันหน้านางสามารถฝึกประสบการณ์อยู่ในกรมอาญาได้”
เซียโก่วเอ่ยอย่างสงสัย


VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!