เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1178

จวนที่พักขุนนางมีแค่สามชั้น แต่กลับกินอาณาบริเวณกว้างขวางมาก

ตรงกลางของลานเรือนทั้งสามชั้นแยกกันปลูกต้นอู๋ถงที่พุ่มใบหนาครึ้ม ไม่ใช่ของเก่าแก่ของตระกูลเซียน ว่ากันว่ามีอายุเท่ากับที่ว่าการ

พอถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เริ่มกลายเป็นสีทอง บางครั้งก็มีใบไม้ที่ปลิวมาตามลมลอดทะลุหน้าต่างมาตกลงบนโต๊ะของพวกคนหนุ่มเบาๆ แล้วก็จะถูกเก็บเอาไว้ บ้างก็เอาไว้ทำเป็นที่คั่นหนังสือ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี

ต้นสนเก่าแก่ต้นหนึ่งที่ย้ายจากภูเขาตระกูลเซียนแห่งหนึ่งมาปลูกที่นี่ กิ่งก้านเป็นปมเปลือกเหมือนเกล็ดมังกร ใบเป็นพุ่มหนาสีเขียวขจี สายลมเย็นโชยเป็นระลอกที่ลอดผ่านร่องใบถี่แน่นคล้ายจะเย็นกว่าที่อื่น

ใต้ต้นไม้มีก้อนอิฐเขียวทรงยาวล้อมเป็นวงต่างม้านั่ง เพื่อสะดวกให้พวกขุนนางในห้องต่างๆ ของเรือนออกมาพักผ่อนคุยเล่นกัน

ท่ามกลางร่มเขียวขจียังมีโต๊ะหินอีกตัวที่หน้าโต๊ะแกะสลักเป็นกระดานหมากเอาไว้ ทุกครั้งที่แสงตะวันสีทองลอดผ่านพุ่มไม้หนาเป็นชั้นๆ ลงมาสาดส่องลงบนโต๊ะ ก็ราวกับเซียนเหรินกำลังวางเม็ดหมาก

ยังมีต้นท้ออีกต้นหนึ่งที่อยู่ในเรือนด้านหลัง ชุยฉานเป็นคนปลูกเสริมกับมือตัวเองเมื่อสิบกว่าปีก่อน

ตอนนั้นหรงอวี๋ยังเป็นแม่นางน้อยที่พอคิดถึงบ้านก็มักจะร้องไห้น้ำมูกน้ำตานองเต็มใบหน้า รอกระทั่งหรงอวี๋ค่อยๆ เติบโตเป็นเด็กสาวสะโอดสะองก็ได้อ่านบทกวีไพเราะมากมายเกี่ยวกับดอกท้อจากในตำรา

วางพู่กันลงบนที่วางพู่กันกระเบื้องรูปทรงสามภูเขา ปิดเอกสารคดีความฉบับหนึ่งลง

เฉินผิงอันเรียกฝูชิงเข้ามา อยากจะขอเอกสารลับฉบับหนึ่งจากนาง ช่วงยี่สิบปีล่าสุดนี้ ขั้นตอนอันเป็นรูปธรรมในการตรวจสอบหน่วยงานราชการต่างๆ ของเมืองหลวง รวมไปถึงยามที่อยู่ในจวนแห่งนี้ทุกวัน ชุยฉานได้พบใครบ้าง ใช้เวลานานแค่ไหน หากมีบันทึกเนื้อหาการประชุมอย่างละเอียดด้วยก็ยิ่งดี

คิดไม่ถึงว่าฝูชิงจะบอกว่าจวนราชครูไม่มีเอกสารที่ว่านี้ เฉินผิงอันถามหยั่งเชิง

“ทางฝั่งของกรมอาญาล่ะ?”

ฝูชิงส่ายหน้า “ยิ่งไม่มีการเก็บเอกสารประเภทนี้”

เฉินผิงอันปวดหัวอยู่บ้าง เอนหลังพิงเก้าอี้ สองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ เงยหน้ามองฝ้าเพดาน

แคว้นแห่งหนึ่งก็เหมือนร่างกายมนุษย์ จำนวนสำมะโนครัว กองกำลังทหารที่ประจำการและอัตราการเก็บภาษีบนหน้ากระดาษ ฯลฯ ก็เหมือนรูปโฉมของคน สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ

นอกจากนี้ยังมีการหมุนเวียนทางการค้าที่คล้ายคลึงกับการหมุนเวียนทรัพย์สินเงินทองของพวกชาวบ้าน การสัญจรไม่หยุดหย่อนตามจุดพักม้าของทางหลวง ก็เหมือนเลือดลมของมนุษย์

ศักยภาพในการสู้รบที่แท้จริงบนสนามรับของทหารชายแดนก็เหมือนเส้นเอ็นและกระดูกที่อยู่ใต้ผิวหนัง

ส่วนการศึกษาการสั่งสอนในสำนักศึกษา ในโรงเรียนประถมตามหมู่บ้านชนบท จิตใจของพวกชาวบ้าน ฯลฯ โดยรวมแล้วก็คือ จิตวิญญาณซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของมนุษย์

ดังนั้นแคว้นแห่งหนึ่งก็มีเส้นชีพจรของตัวเอง เบาะแสที่เฉินผิงอันอยากจะหาให้เจอก็คือ การศึกษาว่าชุยฉานตรวจชีพจรให้กับต้าหลีอย่างไร

ฝูชิงกล่าว

“เรียนท่านราชครู หรงอวี๋ความจำดี นางหกขวบก็ได้เข้ามาอยู่ที่นี่แล้ว อยากให้เรียกนางมาหรือไม่?”

เฉินผิงอันพยักหน้า “ให้นางเข้ามาหน่อย”

หรงอวี๋มาเคาะประตูเบาๆ อย่างรวดเร็ว เดินข้ามธรณีประตูเข้ามาด้วยฝีเท้าแผ่วเบา เลือกที่ยืนเงียบๆ อยู่บนก้อนอิฐเขียวก้อนหนึ่งที่คล้ายจะถูกกำหนดไว้แล้ว

เฉินผิงอันยิ้มถาม

“ฝูชิงบอกว่าเจ้าความจำดีมาก จำได้ดีแค่ไหน?”

หรงอวี๋กล่าว

“เรียนท่านราชครู สิ่งที่ได้เห็นได้ยินมาอย่างน้อยในเวลาสิบปี ข้าล้วนจำได้อย่างแม่นยำ สามารถเขียนออกมาได้ และวาดออกมาได้ แล้วยังเลียนแบบน้ำเสียงที่พูดได้ด้วย”

เฉินผิงอันอึ้งตะลึง

หรงอวี๋อธิบายว่า

“ไม่ใช่วิชาอภินิหารที่สวรรค์ประทานให้หรือเป็นวิชาลับตระกูลเซียนอะไร ก็แค่ความจำดีเท่านั้นจริงๆ”

นางชี้ไปที่หัวของตัวเอง ยิ้มเอ่ยว่า

“ข้าถูกราชครูชุยพามาที่นี่ ตอนนั้นเป็นเพราะอายุยังน้อยจึงค่อนข้างจะมีอิสระ อีกอย่างหากเป็นเรื่องที่ราชครูชุยไม่ได้เตือนไว้ก่อนหรือมีคำสั่งอย่างชัดเจน โดยทั่วไปแล้วก็เท่ากับการยอมรับโดยปริยายว่าสามารถทำได้

ด้วยเหตุนี้ กิจวัตรประจำวันภายในระยะเวลาสิบปีของราชครูชุย ได้เจอใครที่ห้องหนังสือ พูดคุยกันนานแค่ไหน ราชครูชุยนั่งนิ่งไม่ขยับหรือลุกขึ้นมาต้อนรับ ให้ขุนนางยืนพูดหรือยกเก้าอี้มาให้ใคร

คุยกันเสร็จแล้ว ราชครูชุยได้ไปส่งแขกหรือไม่ ไปส่งถึงตรงไหน หน้าประตู หรือว่าหน้าประตูระเบียงของเรือนชั้นสองชั้นสาม หรือว่าเดินไปส่งจนถึงประตูใหญ่ของจวน

ราชครูชุยได้รั้งแขกให้อยู่กินข้าวต่อหรือไม่ ทุกวันเขาขอเอกสารคดีความอะไรจากหน่วยงานใดบ้าง การไปกลับของสำเนาเอกสารประเภทต่างๆ ระหว่างที่จวนกับที่ว่าการของระเบียงพันก้าว ขอแค่ผ่านมือของข้า ส่วนที่ไม่กล้าจดลงกระดาษเองโดยพลการ ก็ล้วนจดจำไว้ในนี้หมดแล้ว”

เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย

“ถ้าอย่างนั้นช่วงนี้เจ้าอาจจะต้องลำบากหน่อย แล้วคัดลอกสิ่งที่เจ้าจำได้ออกมาให้หมด”

หรงอวี๋ถาม

“ราชครูชุย มักจะไปเดินเล่นอยู่ในลานบ้านด้านนอกเป็นประจำ ทุกวันกินอะไร บางครั้งที่ไปกินข้าวข้างนอกได้พูดคุยกับเลขานุการฝ่ายบุ๋นคนใดบ้าง รวมถึงเนื้อหาในการถามตอบระหว่างขุนนางพวกนั้น การเปลี่ยนแปลงอันละเอียดอ่อนของสีหน้าท่าทาง หลังจากราชครูชุยกินข้าวอิ่มแล้วลุกขึ้นยืน สีหน้าที่พวกเขาแสดงออกมา เรื่องพวกนี้ล้วนต้องเขียนด้วยไหม?”

เฉินผิงอันหลุดหัวเราะอย่างอดไม่อยู่ โบกมือเอ่ย

“เรื่องพวกนี้ไม่ต้องหรอก”

หรงอวี๋ขอตัวลากลับไป ฝูชิงยังคงเฝ้าอยู่ที่ระเบียงข้างนอก บางครั้งก็ขยับเท้าเดินไปตรวจตราเรือนสองชั้นด้านหน้าของจวนราชครูรอบหนึ่ง

ขุนนางหนุ่มจากหน่วยงานต่างๆ ก่อนหน้านี้ต่างก็มองภาพการเดินช้าๆ ผ่านหน้าต่างของฝูชิงเป็นทัศนียภาพอันงดงาม มองเป็นบุญตาที่สามารถผ่อนคลายอารมณ์ได้

ทว่าตอนนี้ไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว

เซียโก่วนั่งอยู่ที่ธรณีประตูอย่างสงบ ฟังเสียงสวบสาบยามที่ปลายพู่กันตวัดลงบนกระดาษ

เฉินผิงอันพูดชวนคุยโดยไม่เงยหน้า แต่ยังตวัดพู่กันไม่หยุด

“มีป้ายหยกของจวนราชครูแผ่นนั้น เจ้าสามารถเดินเล่นอยู่ในเมืองหลวงได้ตามสบาย ไม่ต้องมานั่งเบื่ออยู่ที่นี่ สามารถไปหาหนังสืออ่าน ไปที่หอเก็บตำราของกองโหราศาสตร์ สำนักฮั่นหลินและกั๋วจื่อเจี้ยนได้ สถานที่เหล่านี้มีตำราหายาก ตำราที่มีเล่มเดียวเก็บไว้เยอะมาก จำไว้ว่าแค่แอบอ่าน แต่อย่าแอบขโมยมา”

เซียโก่วเอ่ย “ไม่เห็นจะน่าสนุกตรงไหน”

เฉินผิงอันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ก็เอ่ยว่า

“เจ้าส่งกระบี่บินไปที่ยอดเขาจี๋เชื้อหน่อย บอกให้เพ่ยเซียงแห่งแคว้นหูส่งคนมา เอาเป็นหลัวฟู่เม่ยลูกศิษย์ผู้สืบทอดของนาง ให้นางอยู่ในแคว้นหูเป็นผู้ฝึกตนสายผู้คุมกฎก็เท่ากับเอาคนมีความสามารถไปใช้ในงานเล็กน้อย

โก่วจื่อ เจ้าไปบอกฝูชิงว่าให้ไปสั่งป้ายผู้ถวายงานอันดับสามแผ่นหนึ่งที่กรมอาญา แล้วหาตำแหน่งขุนนางที่ระดับขั้นต่ำที่สุดให้กับหลัวฟู่เม่ย บันทึกลงเอกสารให้เรียบร้อย วันหน้านางสามารถฝึกประสบการณ์อยู่ในกรมอาญาได้”

เซียโก่วเอ่ยอย่างสงสัย

บทที่ 1178.1 ประโยคนี้คือประโยคปิดท้าย 1

บทที่ 1178.1 ประโยคนี้คือประโยคปิดท้าย 2

Verify captcha to read the content.VERIFYCAPTCHA_LABEL

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!