เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1121

บทที่ 1121.2 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสำรอง (บน)

เจียงซ่างเจินกลับส่ายหน้ายิ้มเอ่ยว่าควรหลีกเลี่ยงการเอ่ยถึงผู้สูงศักดิ์ เพราะถึงอย่างไรตนก็ยังเป็นผู้ฝึกตนทำเนียบสำนักกุยหยก ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรปากมาก

เฉินผิงอันจึงไม่ถามเยอะอีก

ก่อนหน้านั้นอยู่ที่ภูเขาเฉวียนเจียวฝูเหยาทวีป เฉินผิงอันก็ถามเรื่องบางอย่างจากซือถูเมิ่งจิง

และประโยค ”ซือถูเมิ่งจิงคือคนที่ไม่เลว” ของเจ้าอารามผู้เฒ่าที่มองดูเหมือนอยู่ห่างไกลเรื่องที่กำลังคุยกันคนละโยชน์ อันที่จริงกลับกำลังชี้เข้าหาหัวข้อสำคัญ

“ตัดแบ่ง” ซือถูเมิ่งจิงออกจากต้าเสี่ยวหลงชิวได้อย่างพอเหมาะพอดี

เฉินผิงอันก้มหน้าแกะสลักตัวอักษรพลางถามไปด้วย “สิ่งที่โจวจื่อต้องการคือเรื่องอะไรกันแน่?”

เจ้าอารามผู้เฒ่านิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง คงเป็นเพราะรู้สึกว่านี่ต่างหากถึงจะถือเป็นคำถามที่ดีที่คู่ควรให้คนในสถานการณ์ครุ่นคิดและคนนอกสถานการณ์ก็ควรเป็นคนตอบ จึงเอ่ยเนิบช้าว่า “การสั่นไหวเฉพาะจุด ความสมดุลในภาพรวม ฝ่ายหลังอนุญาตฝ่ายแรก ฝ่ายแรกสยบใจของฝ่ายหลัง ไม่ว่าขั้นตอนใดก็ตามที่เกิดข้อผิดพลาด โจวจื่อก็จะรู้สึกว่าจำเป็นต้องตรวจสอบและแก้ไข”

เฉินผิงอันถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย “เขามีโรคย้ำคิดย้ำทำกระมัง?”

เจ้าอารามผู้เฒ่าหัวเราะฮ่าๆ ”ค่อนข้าง”

ทุกวันนี้มองไปทั่วหลายใต้หล้า ยังมีผู้ฝึกกระบี่ “บริสุทธิ์” ขอบเขตสิบสี่ที่สมชื่ออยู่อีกหรือ?

และเถียนหว่านแห่งยอดเขาจูอวี๋ภูเขาตะวันเที่ยง ศิษย์น้องหญิงของโจวจื่ออย่างนางจับคู่ยวนยางส่งเดช สานด้ายแดงมั่วซั่ว เพื่อควบคุมโชคชะตาวิถีกระบี่ในหนึ่งทวีป

หลิวเสี้ยนหยาง หลี่ฮ่วนจิ่งแห่งสวนลมฟ้า เว่ยจิ้นแห่งศาลลมหิมะ …ล้วนต้อง ”ตัดชุดแต่งงาน” ให้กับผู้ฝึกกระบี่ไป๋ฉางแห่งอุตรกุรุทวีป

ทางฝั่งของอุตรกุรุทวีปยังมีสวีเซวี่ยนที่เกี่ยวพันไปถึงสำนักฉงหลินและโหลวเหมี่ยวผู้เป็นเจ้าสำนัก

เพราะหลิวจิ่งหลงได้เตือนเฉินผิงอันไว้ว่ามีโอกาสสูงมากที่สวีเซวี่ยนจะเป็นผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจที่อยู่เบื้องหลังของสำนักฉงหลิน ถ้าอย่างนั้นสำนักฉงหลินที่กิจการเจริญรุ่งเรืองก็จะเป็นถุงเงินของเซียนกระบี่ไป๋ฉาง ลูกศิษย์สวีเซวี่ยนก็คือคนที่ดูแลถุงเงินใบนี้แทนให้

อยู่ที่อุตรกุรุทวีป ขอแค่เป็นสถานที่ที่ทำเงินได้ก็จะมีเงาร่างของผู้ฝึกตนสำนักฉงหลินง่วนทำงานอยู่เสมอ

พูดถึงแค่ภูเขาตี่หลี่แห่งนั้นก็คืออ่างรวมสมบัติที่ผู้คนให้การยอมรับ ภูเขาไป๋เฉวียนที่อยู่ใกล้เคียงก็คือต้นไม้เขย่าเงินต้นหนึ่ง จวนและพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่ถูกบุกเบิกเรียงรายมีเยอะมาก เพื่อให้เหมาะแก่การชมการต่อสู้มากที่สุด

ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะขึ้นเวทีประลองต้องลงนามในสัญญาเป็นตายกันก่อน จากนั้นก็ขึ้นไปบนภูเขาตี่หลี่ เป็นตายล้วนถูกชะตาลิขิตเอาไว้แล้ว

ไม่ว่าจะในทางลับหรือทางแจ้ง สำนักฉงหลินก็มีอ่างรวมสมบัติและต้นไม้เขย่าเงินน้อยใหญ่แบบนี้อยู่เยอะมาก

นอกจากนี้สำนักฉงหลินที่อยู่ในธวัลทวีปและแจกันสมบัติทวีปต่างก็ไม่ได้อยู่กันเฉยๆ ทำการค้าใหญ่เช่นเดียวกัน ชื่อเสียงของสกุลหลิ่วลำคลองหลัวหม่าและสกุลหยวนศาลซานหลางก็คืออยู่กันคนละขั้นกับชื่อเสียงของสำนักฉงหลิน

นอกจากนี้แล้วเฉินผิงอันยังอาศัยเครื่องกระเบื้องแห่งชะตาชีวิตที่เก็บผสมให้ครบถ้วนมาทำการอนุมานซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนได้ข้อสรุปข้อหนึ่ง เศษเครื่องกระเบื้องแห่งชะตาชีวิตที่ทุกวันนี้กระจัดกระจายอยู่ข้างนอกน่าจะมีประมาณสิบห้าถึงสิบหกชิ้น

คนที่ตกเป็นที่ต้องสงสัยได้แก่ไทเฮาต้าหลี เถียนหว่านแห่งภูเขาตะวันเที่ยง สกุลหม่าแห่งตรอกซิงฮวา สกุลลู่สำนักหยินหยางแผ่นดินกลาง โจวจื่อ สำนักฉงหลินที่แอบทำการค้าเครื่องกระเบื้องแห่งชะตาชีวิตกับสกุลซ่งต้าหลีมานานหลายปี

ก่อนหน้านี้พาเสี่ยวโม่ไปเยือนพระราชวังในเมืองหลวงต้าหลีมาด้วยกันรอบหนึ่ง เครื่องกระเบื้องแห่งชะตาชีวิตที่อยู่ในมือของไทเฮาหนันจาน ทุกวันนี้เฉินผิงอันเจอแล้ว มันซ่อนอยู่ในเรือนของซ่งจี๋ซินที่เป็นเพื่อนบ้าน

เถียนหว่านเคยตกอยู่ในเงื้อมมือของชุยตงซานและเจียงซ่างเจินครั้งหนึ่ง ดังนั้นนางจึง ”ถูกบีบ” ให้ต้องสลัดตัวเองให้พ้นข้อครหา

ส่วนสกุลลู่แผ่นดินกลางที่อยากจะเล่นงานเฉินผิงอันจริงๆ ในเรื่องนี้ก็ถูกตัดออกไปเช่นกัน

เพราะว่าตอนนั้นเฉินผิงอันไปเป็นแขกอยู่ที่หอซือเทียนเคยได้ถามลู่เสินกับตัวเอง และลู่เสินก็บอกเองว่าไม่มีของสิ่งนี้อยู่

เฉินผิงอันไม่ใช่คนโง่ ซักไซ้บังคับถามไปประโยคหนึ่งว่า สกุลลู่ไม่เคยมีตั้งแต่แรกหรือ? ลู่เสินก็ยังคงบอกว่าไม่มี

สกุลหม่าแห่งตรอกซิงฮวากลายเป็นสกุลหม่าแห่งถนนอูซาแคว้นอวี่เซวียน เฉินผิงอันเองก็หาเศษเครื่องกระเบื้องแห่งชะตาชีวิตไม่เจอเหมือนกัน เขาถามต่อหน้าไปแล้ว สามีภรรยาสกุลหม่าไม่ได้เก็บซ่อนเอาไว้จริงๆ หม่าขู่เสวียนเองก็เคยพิสูจน์เรื่องนี้เช่นกัน

คิดอยากจะไปหาโจวจื่อผู้นั้น มีแต่จะยากยิ่งกว่าหาตัวเผยหมิ่นแห่งเวทกระบี่ ได้แต่รอเท่านั้น รอคอยผู้ฝึกกระบี่หลิวไฉที่กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสองเล่มสามารถสยบกำราบกระบี่บินสองเล่มของเฉินผิงอันได้พอดี

ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ฝ่ายที่ยังพอจะเสี่ยงดวงได้ก็เหลือแค่สำนักฉงหลินของอุตรกุรุทวีปแล้ว

ในอดีตเฉินผิงอันไปท่องเที่ยวที่อุตรกุรุทวีปก็เล็งสำนักฉงหลินที่เชี่ยวชาญการหาเงินอย่างถึงที่สุดแห่งนี้อยู่แล้ว

เพราะสำนักฉงหลินคือผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดที่ซื้อเครื่องกระเบื้องแห่งชะตาชีวิตของถ้ำสวรรค์หลีจูไปอย่างลับๆ ไม่มีหนึ่งในอะไรทั้งนั้น

ดวงจิตดวงหนึ่งของเฉินผิงอันนั่งโดยสารเรือยันต์ “เรือราตรี” ลำนั้นไปขึ้นฝั่งที่อุตรกุรุทวีป ตรงดิ่งไปยังอาณาเขตของสำนักฉงหลิน

ก็เหมือนกับสำนักอวี่หลงแห่งนั้น ไม่จำเป็นที่ว่าเจอหน้ากันแล้วต้องตอบคำถามที่เป็นคำพูดใดๆ การหลีกเลี่ยงไม่ยอมมาพบหน้าของ “เถียนซู่ขอบเขตก่อกำเนิด” เดิมทีก็คือคำตอบอย่างหนึ่งอยู่แล้ว

แจกันสมบัติทวีป งานเลี้ยงท่องราตรีของภูเขาพีอวิ๋นมหาบรรพตอุดร ใบถงทวีป โชควาสนาของหวงถิงนักพรตหญิงแห่งภูเขาไท่ผิงลึกล้ำ อุตรกุรุทวีป จำนวนครั้งที่ถูกถามกระบี่ของศาลบรรพจารย์สำนักฉงหลิน ล้วนขึ้นชื่ออย่างมาก

ลมฝนพัดแรงบรรยากาศอึมครึมเป็นเหตุให้ท้องฟ้าของยามเที่ยงวันมืดสนิทเหมือนม่านราตรีหนาหนัก

ภูเขาบรรพบุรุษของสำนักฉงหลิน ในศาลากึ่งกลางภูเขาแห่งหนึ่งที่มองดูเหมือนปกติมีผู้เฒ่าผมขาวที่รูปลักษณ์เหมือนผู้รอบรู้ที่สุภาพสง่างามคนหนึ่ง ตรงเอวห้อยเงินเหรียญทองแดงของชาวบ้านไว้พวงหนึ่ง ด้านข้างมีไม้เท้าไม้ไผ่องขู่วางพิงเสาศาลา ไม้ไผ่ฉงจู๋สีทอง ชิ้นนี้มีเก้าปล้อง สูงจั้งกว่า บนหัวไม้เท้าฝังเลื่อมหยกสีเขียวมรกตที่แกะสลักเป็นรูปจักจั่น

ในศาลายังมีเด็กสองคนที่ก่อนหน้านั้นถือร่มเดินผ่านมา พอเห็นผู้เฒ่าก็เข้ามาพักเท้าหลบฝน พวกเขาต่างก็เป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดที่ศาลบรรพจารย์เพิ่งรับมา ขึ้นเขาฝึกตนได้ไม่นาน พวกเขาเห็นผู้เฒ่าต่างก็เรียกว่าอาจารย์ปู่ ผู้เฒ่าจึงเรียกชื่อของพวกเขา ให้พวกเขานั่งลงคุยกัน จากนั้นถามถึงพัฒนาการด้านการฝึกตนในช่วงเวลาที่ผ่านมา ตัวอ่อนผู้ฝึกตนสองคนที่คุณสมบัติยอดเยี่ยมตอบคำถามได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่มีความขลาดกลัวแม้แต่น้อย เพราะถึงอย่างไรต่างก็เป็นหยกงามวัตถุดิบชั้นเลิศที่มาจากตระกูลชนชั้นสูง ต่อให้คนที่ถามคือเจ้าสำนักของสำนักแห่งหนึ่งก็ยังไม่ได้มีท่าทางประหม่าเกร็ง แล้วนับประสาอะไรกับที่บรรพจารย์โหลวเจ้าสำนักโหลวก็ขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย

แน่นอนว่าศาลบรรพจารย์ที่ถูกผู้ฝึกกระบี่ทั้งหลายทุบทำลาย แม้กระทั่งลูกศิษย์ผู้สืบทอดหลายคนของสำนักฉงหลินก็ยังเข้าใจผิดคิดว่าเป็นภาพลวงตาจริงๆ

อันที่จริงโหลวเหมี่ยวรู้ดีอยู่แก่ใจตัวเองว่าคนทั้งหลายที่มาถามกระบี่ต่อศาลบรรพจารย์บ้านตนนั้นก็คือหลิวจิ่งหลงแห่งสำนักกระบี่ไท่ฮุย

หรงช่างลูกศิษย์คนแรกของหลี่ไฉ่แห่งทะเลสาบกระบี่ฝูผิง หลี่วจื่อชิงแห่งตำหนักจินอิง

ทว่าผู้เฒ่าที่เป็นเจ้าสำนักก็แค่แสร้งทำเป็นว่าแก่แล้วหูตาพร่ามัวเท่านั้น ไม่เคยบอกความจริงข้อนี้แก่ใคร

เด็กอีกคนหนึ่งถามคำถามที่คนร่วมสำนักหลายคนอยากรู้คำตอบอย่างมาก ”อาจารย์ปู่ โลกภายนอกเล่าลือกันไปสารพัดอย่าง พูดจาไม่น่าฟังถึงเพียงนั้น ท่านผู้อาวุโสได้ยินแล้วไม่รู้สึกแย่ ไม่รู้สึกโกรธบ้างเลยหรือ?”

ผู้เฒ่าร่างผอมแห้งหัวเราะร่วน “รู้สึกแย่ก็เสียเวลาเปล่าน่ะสิ ขอแค่ไม่ถ่วงรั้งการหาเงินก็พอ”

เด็กสองคนหันมามองสบตากัน ก่อนจะหันไปมองเจ้าสำนักผู้เฒ่าที่นิสัยดีจนดีไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว พวกเขายิ่งรู้สึกเคารพเลื่อมใสอีกฝ่ายเข้าไปอีก

มิน่าเล่าตระกูลล่างภูเขาของพวกเขาถึงพูดกันว่าดูจากหน้าตาแล้วผู้เฒ่าต้องอ่อนโยนอย่างแน่นอน ง่ายที่จะได้มีความสุขในช่วงบั้นปลาย

เด็กน้อยถาม ”เจ้าโจรเจียงมีความแค้นอะไรที่คลายปมไม่ได้กับอาจารย์ปู่หรือ?”

ผู้เฒ่าส่ายหน้ายิ้มเอ่ย ”ไม่มีความแค้นส่วนตัวใดๆ ไม่เคยเจอหน้ากันด้วยซ้ำ ถูกอดีตเจ้าสำนักเจียงแห่งสำนักกุยหยก โจวอันดับหนึ่งแห่งภูเขาลั่วพั่วคนนั้นติดใจคิดถึงก็ถือเป็นหายนะที่ไม่คาดฝันโดยแท้”

อยู่ที่อุตรกุรุทวีป ผู้ฝึกลมปราณในท้องถิ่นเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถทัดเทียมกับเจียงซ่างเจินเรื่องชื่อเสียงได้ก็คือโหลวเหมี่ยวเจ้าสำนักแห่งสำนักฉงหลินแล้ว ไม่มีหนึ่งใน

สำนักฉงหลินที่มีมโนธรรมไม่รังเกียจเงินมากที่สุด สองชายแขนเสื้อมีแต่ลมเย็นบ่าเหล็กแบกคุณธรรม เจ้าสำนักใหญ่โหลวที่พูดจาอย่างห้าวเหิมว่าจะใช้หนึ่งสำนักสู้รบกับหนึ่งทวีป เซียนกระบี่อย่างข้ามีมากมายดุจก้อนเมฆล่องลอย

ชื่อเสียงของโหลวเหมี่ยวสามารถเป็นอย่างในทุกวันนี้ได้ ปีนั้นเจียงซ่างเจินเป็นคนช่วยผลักดันอย่างเต็มแรง มีคุณูปการใหญ่หลวงยิ่ง

ขอบเขตหยกดิบของโหลวเหมี่ยว นั่นคือขอบเขตที่เป็นเงินเป็นทองสามารถบดขยี้เซียนกระบี่ หากเป็นขอบเขตเดียวกัน พลังพิฆาตของเขาก็เรียกได้ว่าไร้ศัตรูเทียมทานในใต้หล้า

หาไม่แล้วเจ้าสำนักโหลวจะได้รับการยอมรับว่าสามารถใช้ขอบเขตหยกดิบเล่นงานเซียนเหรินแผ่นดินกลางได้ตามใจชอบเหมือนกับหยวนหลิงเตี้ยนแห่งยอดเขาจื่อเสวียนและหยวนยางแห่งศาลเอ้อหลางได้อย่างไร?

เกี่ยวกับคำกล่าวนี้ คนสามคนที่อยู่บนกระดาน อันที่จริงต่างก็ไม่พอใจนัก

คงเป็นเพราะว่าความคิดของเจ้าโจรเจียงผู้นั้น ซื่อและเรียบง่ายอย่างมาก ข้าชื่อเสียงไม่ดีก็ต้องลากใครสักคนมาหนุนหลัง มาเป็นพี่น้องคู่ทุกข์คู่ยากด้วยกัน เจ้าสำนักโหลวก็ให้เป็นเจ้าแล้วกัน

หากถามถึงต้นสายปลายเหตุ คาดว่าเจียงซ่างเจินก็น่าจะเอ่ยประโยคหนึ่งว่า แน่นอนว่าเป็นเพราะเจ้ามีรากฐานที่ดีอย่างไรล่ะ

หากเป็นแค่ ”คำกล่าวที่ชวนตลกขบขัน” โหลวเหมี่ยวเองก็คงไม่คิดอะไรมาก บนและล่างสำนักฉงหลิน คนเดียวที่สามารถทำให้ระดมกำลังใหญ่โตก็ยังคงเป็น ”ใครบางคนที่บอกว่าตัวเองคือลูกศิษย์ผู้สืบทอดของผู้ฝึกตนอิสระซึ่งมีขอบเขตบินทะยานแห่งธวัลทวีป” เขาเสียสติจนถึงขั้นที่ทำให้คนโมโห ถึงกับยกระดับของสำนักฉงหลินให้มีชื่อเสียงทัดเทียมกับนครจักรพรรดิขาว บอกว่าโหลวเหมี่ยวสำหรับสำนักฉงหลินแล้วก็เท่ากับเจิ่งจวีจงแห่งนครจักรพรรดิขาว เรียกได้ว่าหนึ่งคนหนึ่งสำนัก นอกจากนี้ต่อให้เป็นฝู่ลู่อวี่เสวียน จ้าวเทียนล่ายแห่งภูเขามังกรพยัคฆ์ ฮว่อหลงเจินเหรินแห่งยอดเขาพาตี๋ ต่อให้ตบะของพวกเขาจะสูงแค่ไหนก็ยังไม่มีความสามารถในส่วนนี้

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!