เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1181

เหวยเสียนโหรวรีบหยิบป้ายผู้ถวายงานอันดับสามออกมาจากชายแขนเสื้อเพื่อทำการแลกเปลี่ยนทันที
เดิมโจวไห่จิงก็เป็นสตรีที่มีจิตใจละเอียดอ่อนราวเส้นผมอยู่แล้ว นางมองออกว่าเหวยเสียนโหรวซุกซ่อนเรื่องในใจเอาไว้เฉาเกิงซินกำลังจะแขวนป้ายแผ่นนั้นไว้ที่เอว เห็นคนอื่นๆ มองมาด้วยสายตาคลางแคลง เฉาเกิงซินก็ถามว่า
“ทำไมล่ะ? ผิดกฎหมายหรือ แค่พกให้หายอยากไม่ได้หรือไร”เหวยเสียนโหรวเอ่ยเสียงเบาว่า
“รองเจ้ากรมเฉา ตามกฎของกรมอาญาต้าหลี ผู้ที่พกป้ายสงบสุขเองโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่เพียงแต่ผิดกฎหมาย ยังมีโทษที่ไม่เล็กด้วย”ท่าทางนุ่มนิ่มขลาดกลัว เสียงเบาอ่อนหวานเหมือนเสียงนกน้อย
เฉาเกิงซินโบกมือ
“ข้าคือคนดังที่อยู่ข้างกายราชครู แล้วก็เป็นพี่น้องที่รักที่กราบไหว้ฟ้าดินกันของจ้าวเหยา… แค่คุยโวก็ไม่น่าจะผิดกฎหมายกระมัง?”มือข้างหนึ่งวางลงบนไหล่ของรองเจ้ากรมเฉา คนผู้นั้นยิ้มบางๆ เอ่ยว่า
“คุยโวไม่ผิดกฎหมาย แต่จะดีจะชั่วเจ้าก็ช่วยร่างคำพูดก่อนหน่อยเถอะ”เฉาเกิงซินหันหน้ามามอง ยิ้มเอ่ยว่า
“ไฉนท่านราชครูถึงมาเยือนที่นี่ด้วยตัวเองได้เล่า?”นอกจากเฉินผิงอันแล้ว ยังมีเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวสองข้างแก้มแดงเป็นปั้น และคนหนุ่มที่สวมหมวกเหลืองรองเท้าเขียว ถือไม้เท้าไม้ไผ่อีกคนหนึ่ง
โจวไห่จิงลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยังลุกขึ้นยืนต้อนรับผู้มาเยือน คนที่เหลืออีกสองคนก็ยิ่งผุดลุกเหมือนกระโดดเฉินผิงอันไม่สนใจรองเจ้ากรมเฉา กุมหมัดยิ้มเอ่ยกับพวกเขาว่า
“คารวะรองเจ้ากรมเส้า ผู้ถวายงานเหวย หลายปีมานี้ลำบากแล้ว”

เส้าหว่านหลิงประสานมือคารวะกลับคืนอย่างเงียบงัน เหวยเสียนโหรวมกุมหมัดคารวะกลับคืนตามจิตใต้สำนึก แต่ก็รีบดึงมือกลับทันควันเปลี่ยนมายอบกายคารวะแทน

เฉาเกิงซินอยากลุกขึ้นแสดงท่าทีสักหน่อย แต่กลับถูกเฉินผิงอันใช้สองมือกดกลับไปนั่งบนม้านั่งยาว เฉินผิงอันยิ้มอธิบายว่า
“ข้ามาที่นี่นอกจากจะมาเปิดหูเปิดตากับเรือกระบี่ของกองทัพต้าหลีแล้ว ยังอยากจะมาทักทายสายลับใหม่แซ่หม่าสองคนของต้าหลีด้วย
พวกเขาคือคนที่ข้ายัดเยียดไปให้กับกรมอาญาต้าหลี ข้าไม่อาจปล่อยให้รองเจ้ากรมจ้าวหัวเราะเยาะได้
แน่นอนว่าหลักๆ แล้วก็คืออยากจะมาให้รองเจ้ากรมเส้ากับผู้ถวายงานเหวยคุ้นหน้าคุ้นตากัน คิดไว้แล้วว่ารองเจ้ากรมเฉาต้องเป็นคนประสานงานได้ไม่ดีแน่”เฉาเกิงซินกล่าว
“ใต้เท้าราชครู ข้าเอ่ยคำประเมินแปดอักษรนั้นออกมาแล้วนะ แต่กระนั้นก็ยังไม่อาจทำให้รองเจ้ากรมเส้าหวั่นไหวได้”เส้าหว่านหลิงยิ้มเอ่ย
“ไม่พูดยังดี พอรองเจ้ากรมเฉาพูดอย่างนี้ หากข้าเป็นพวกหลงใหลในการเป็นขุนนาง ยอมไปอยู่เมืองหลวงต้าหลีง่ายๆ ก็ไม่ใช่ว่าทำให้ราชครูมองคนพลาดไปหรอกหรือ?
คาดว่าอนาคตของข้าต้องน่าเป็นกังวลแน่ บางทีรองเจ้ากรมเฉาก็ต้องซวยโดนตำหนิไปด้วย”เฉาเกิงซินนวดคลึงปลายคาง
“คือเหตุผลข้อนี้จริงๆ ข้าไม่เหมาะกับการอยู่ในวงการขุนนางจริงๆ ด้วย อ้อมผ่านพวกคนเจนโลกอย่างพวกเจ้าไปไม่ได้เลย”

เหวยเสียนโหรวสีหน้าไร้อารมณ์ แต่ในใจกลับตกตะลึงอย่างหนัก เฉาเกิงซินกล้าพูดจาต่อหน้าราชครูคนใหม่ของต้าหลีแบบนี้เลยหรือ?

“พวกเจ้านั่งลงคุยกันเถอะ”

เฉินผิงอันเอ่ย
“ผู้ถวายงานเหวย ครั้งนี้เกิดเหตุพลิกผันที่แคว้นชิว ที่ว่าการของกรมอาญาและกรมกลาโหมต้าหลีอันที่จริงค่อนข้างจะฉุกละหุก เหมือนเป็ดที่ถูกข้าไล่ขึ้นคอน
เจ้าคือผู้มีคุณูปการเป็นอันดับหนึ่งอย่างแท้จริง ตลอดทั้งเรือกระบี่ล้วนไม่มีใครเห็นต่าง
ดังนั้นเดิมทีข้าต้องการจะให้เจ้ากระโดดข้ามขั้นเป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งอยู่บนเรือกระบี่นี่โดยตรง
แต่จ้าวเหยาไม่ยอมตอบตกลง บอกว่าหากข้าทำเช่นนี้จริง วันหน้าผู้ถวายงานของกรมอาญาส่วนใหญ่ก็จะเอาอย่าง รู้สึกว่าเป็นทางลัดที่สามารถได้เลื่อนขั้นเป็นกรณียกเว้น
ไม่ว่าจะทำเรื่องอะไรก็ง่ายที่จะสูญเสียความพอดี เอาอย่างได้ไม่เหมือนก็จะกลายเป็นเรื่องร้าย รองเจ้ากรมจ้าวรับผิดชอบเส้นสายนี้
เขาพูดถึงขนาดนี้แล้ว ข้าเองก็รู้สึกว่ามีเหตุผล แต่ก็ถือว่ารองเจ้ากรมจ้าวยอมถอยให้ครึ่งก้าว บอกว่าวันหน้าเขาจะรับเรื่องกับผู้ถวายงานเหวยด้วยตัวเอง
สามารถอ้อมผ่านกองงานต่างๆ ของกรมอาญาไปได้เลย วิธีการในเรื่องนี้รายละเอียดมีอะไรบ้าง เดี๋ยวช่วงนี้จ้าวเหยาจะมาพูดคุยกับเจ้าต่อหน้า”พอได้ยินคำเรียกขานว่า “ผู้ถวายงานเหวย” เหวยเสียนโหรวก็ลุกขึ้นยืนทันใด
สีหน้าของนางเป็นประกายสดใส เม้มปากคอยส่ายหน้าเบาๆ หรือไม่ก็พยักหน้าอยู่เป็นระยะ ข้างหูแดงก่ำเหมือนเมฆสีเพลิงเล็กจิ๋วที่สุดในโลกมนุษย์

เฉินผิงอันขยับสายตาไปอีกทาง ยิ้มถามว่า “เส้าหว่านหลิง จะไม่ไปอยู่กองส่งสารของเมืองหลวงต้าหลีจริงๆ หรือ?”

เส้าหว่านหลิงลุกขึ้นยืน ส่ายหน้า ถามหยั่งเชิงว่า “ขอท่านราชครูช่วยแสดงความยินดีกับเจ้ากรมจ่างซุนเม่าแทนข้าได้หรือไม่?”

เฉินผิงอันพยักหน้า
“ไม่มีปัญหา จะต้องช่วยพูดดีๆ แทนเจ้าหลายประโยคแน่นอน คำพูดตามมารยาท คำพูดในวงการขุนนาง แน่นอนว่าข้าอยู่ไกลเกินกว่าจะเทียบพวกเจ้าติดแต่ก็ไม่ถือว่าเป็นคนนอกสาขาเสียเลย”

เฉินผิงอันเอ่ยขอตัวกลับ พาเสี่ยวโม่กับเซียโก่วออกไปจากโรงเตี๊ยมด้วยกัน แล้วก็ทะยานร่างขึ้นเหนือพื้นดินจากตรอกเงียบสงัดแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กับโรงเตี๊ยม
กลายร่างเป็นแสงกระบี่พร่างพราวสามเส้น คล้ายรุ้งยาวที่ฟันผ่าฟ้าคราม ตรงดิ่งไปยังพรรคอวี้ฝ่างที่เป็นผู้นำตระกูลเซียนของแคว้นชิวก่อนหน้านี้ตอนอยู่บนเรือกระบี่ เฉาเกิงซินรีบเผ่นหนีเพื่อความปลอดภัย จ้าวเหยายังคงคุมเชิงอยู่กับขุนนางใหญ่ในพื้นที่ศักดินาอย่างซือถูซีหวง หลู่ส่ง ฯลฯ
พูดถึงแค่หลางจงหกคนที่มาหาประสบการณ์อยู่ในราชสำนักแคว้นชิว ได้เลื่อนขั้นสองคน ถูกลดขั้นสองคน และยังมีอีกสองคนที่ถูกกรมอาญาพาตัวไปโดยตรงพวกเขาไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่าตรงแผนที่ขนาดใหญ่ยักษ์นั้น มีบุรุษสวมชุดเขียวคนหนึ่งยืนเอาสองมือไพล่หลัง มายืนอยู่นานพักใหญ่แล้ว
รอกระทั่งพวกเขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เฉินผิงอันก็กำลังสอบถามเรื่องในกองทัพบางอย่างกับหวงเหมยเซียนรองแม่ทัพหานโจวแล้วหลังจากนั้นเฉินผิงอันก็แค่คุยเรื่องการเลื่อนขั้นเป็นกรณีพิเศษของเหวยเสียนโหรวกับจ้าวเหยา
พวกซือถูซีหวงกับหลู่ส่งคือขุนนางคนสำคัญในท้องถิ่นของต้าหลีที่ไท่ซ่างหวงแห่งหานโจวให้ความสำคัญ เวลานี้กลับไม่กล้าเปิดปากพูดอะไร
พวกเขาไม่ได้กริ่งเกรงสถานะและขอบเขตของเซียนกระบี่หรืออิ่นกวานอะไร ก็แค่กลัวราชครูคนใหม่ที่นิสัยการกระทำเหมือนซิวหู่เกินไปในอดีต: “หากความเห็นทางการเมืองไม่เหมือนกับข้า ถ้าอย่างนั้นก็เป็นเจ้าที่ผิด”
ทุกวันนี้: “สำหรับราชสำนักต้าหลีแล้ว ข้าเหมือนถ่านที่ส่งมาท่ามกลางหิมะ แต่ต้าหลีสำหรับข้าเฉินผิงอันแล้ว กลับเป็นการปักบุปผาลงบนผ้าแพร พวกเจ้าควรรู้อยู่แก่ใจ”ดวงตะวันค่อยๆ ลอยขึ้นสูง หมื่นลี้ไร้เมฆ ท้องฟ้าเป็นสีคราม
มองไกลๆ ไปเห็นสถานที่ฝึกบำเพ็ญตนจวนเซียนแห่งนั้น กลุ่มภูเขาเหมือนกลุ่มกระบี่แถบแล้วแถบเล่าที่พากันพุ่งเข้ามาในคลองจักษุ
หนึ่งในนั้นมียอดเขาแห่งหนึ่งที่มีสีสันแตกต่าง ประหนึ่งสาวงามที่ประดับบุปผาเหล่าตระกูลเซียนที่ฝึกบำเพ็ญตนอย่างสันโดษมักจะมาเร้นกายอยู่ที่นี่ บางครั้งพวกเขาก็จะออกจากภูเขา
หากไม่ไปเป็นเงินเหรินผู้พิทักษ์แคว้น ก็เป็นผู้ถวายงานของตระกูลชนชั้นสูง
แขกสามคนเริ่มเดินเข้าไปในภูเขา ลำธารไหลไปตามภูเขา คนเดินไปตามลำธารกลุ่มเทือกเขามีเมฆหมอกเกาะกลุ่ม แสงแห่งน้ำ ปราณแห่งเมฆ พัดพาโอบล้อมภูษา เดินอยู่บนเส้นทางภูเขา
เซียโก่วยิ้มกว้างเอ่ยว่า “คุณชาย ไม่ไปเจอพี่น้องสกุลหม่าที่อยู่ในเมืองหลวงแคว้นชิวจริงๆ หรือ? เจอหน้ากันต้องน่าสนใจแน่นอน ก่อนหน้านี้ข้าแอบมองอยู่หลายที จุ๊ ร้ายกาจนัก แต่ละคนใจแข็งปานหินผาจนต้องมองพวกเขาเสียใหม่”พี่น้องสองคนของเมืองหลวงแคว้นอวี๋เซวียน หม่าชวนกับหม่าปี้ สิ่งที่พวกเขาได้ประสบพบเจอ บางทีอาจจะขมขื่นเกินกว่าจะหาคำใดมาบรรยายยิ่งกว่าพวกคนที่อยู่ในสำนักฝูเหยาทวีปวันนี้เสียอีก
หลังจากตื่นขึ้นมา คิดอยากจะตายไปให้รู้แล้วรู้รอด? แม้กระทั่งภาพฝันที่ได้ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ยังช่วยจินตนาการไว้ให้พวกเขาล่วงหน้านานแล้ว
คิดอยากจะโกนหัวบวชเป็นพระ หลีกเร้นเข้าสู่ทางธรรม ตัดขาดจากโลกีย์วิสัย? ไหนเลยจะมีเรื่องดีเช่นนี้ เฉินผิงอันเคยให้พวกเขาเป็นมานานแล้ว ถือว่าเป็นการดักทางถอยเส้นนี้ไว้อย่างสิ้นเชิงเซียโก่วเริ่มอ้าปากกว้างแล้วร้อง อ๊ากกกกก!
ในหุบเขาว่างเปล่าที่ผนังหน้าผาชนกันจนเกิดเป็นเสียงสะท้อนดังเป็นระลอก
นางบอกให้เสี่ยวโม่ลองทำดูเหมือนกัน สนุกมากเลย แต่เสี่ยวโม่กลับพูดคุยเรื่องเป็นการเป็นงานกับคุณชายของตน

เฉินผิงอันกล่าว
“ใครบ้างไม่ใช่พวกฉลาดหลักแหลม ในใจของแต่ละคนใสกระจ่างราวกับกระจก
ภายใต้กฎระเบียบที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว ล้วนรับประกันว่าจะต้องทำได้อย่างงดงาม หาข้อบกพร่องใดๆ ไม่เจอ
เพราะถึงอย่างไรฮ่องเต้ จวนราชครู ขุนนางหลักของหกกรม คนที่มีคุณสมบัติจะเข้าร่วมการประชุมในห้องทรงพระอักษร ล้วนต้องจับตาดวมองทุกการกระทำของพวกเขา”เสี่ยวโม่ถาม “คุณชาย ต่อจากนี้สามกรมอย่างอาญา กลาโหมและขุนนางจะต้องต่างฝ่ายต่างตรวจสอบกันเองหรือ?”
เฉินผิงอันกล่าว “แค่รอดูไปก็พอ”เสี่ยวโม่เอ่ย “ข้ากับเซียโก่วสามารถทำอะไรได้หรือไม่?”
เฉินผิงอันเอ่ย “เดิมทีการดำรงอยู่ของคู่รักอย่างพวกเจ้า ก็คือการกระทำที่ใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งอยู่แล้ว”
เสี่ยวโม่พยักหน้ารับเซียโก่วตีหน้าเคร่งหันหน้ากลับมา ยิ้มปากกว้างราวกระดังเหมือนหมีลิ้นน้อย
สายต่างๆ ของยอดเขาทั้งหลายแห่งพรรคอวี้ฝ่าง วันนี้มีสมาชิกศาลบรรพจารย์หลายคนที่ตายไปอย่างเงียบเชียบ
หากไม่ใช่ผู้ฝึกตน มีพรสวรรค์ที่ถูกฟู่เสียนเจ้าประมุขผู้มีฉายาว่า “หลิงเพ่ย” ฝากความหวังไว้ให้มาก
ก็คือลูกศิษย์ผู้สืบทอด หรือไม่ก็ลูกศิษย์ของลูกศิษย์ของบรรพจารย์ที่ปิดด่านซึ่งมีชื่อเสียงคุณธรรมสูงส่งผู้นั้น
ตั้งแต่ต้นจนจบ เซียนชื่อผู้เฒ่าไม่ได้อธิบายอะไรเลยสักคำเพราะบารมีอำนาจที่สะสมมาอย่างลึกล้ำ บรรพจารย์ลงมือเก็บกวาดเรือนด้วยตัวเอง ใครเล่าจะกล้ากังขา ไม่กลัวว่าจะถูกสะสางไปพร้อมกันจริงๆ หรือ?
ผังอวิ๋นที่โกหกภายนอกว่าเป็นก่อกำเนิด เมื่อฟู่เสียนศิษย์หลานที่เป็นเจ้าประมุขตายไป อยู่ในสถานที่ฝึกบำเพ็ญตนของตัวเอง ต่อให้ผู้เฒ่าบอกว่าตัวเองเป็นขอบเขตหยกดิบแล้วจะอย่างไร?ก่อนหน้านี้ฟู่เสียนพาลูกศิษย์ผู้สืบทอดคนหนึ่งลงจากภูเขาไปยังเมืองหลวงแคว้นชิว
ผลคือตอนกลับมากลับมีแค่ลูกศิษย์ที่ทะยานลมกลับมาอย่างรีบร้อน สีหน้าตื่นตระหนกโซเซก้าวข้ามธรณีประตูของหอ้งโถงใหญ่เข้ามา
คุกเข่าอยู่ในศาลบรรพจารย์แล้วสะอื้นไห้ไม่เป็นเสียง บอกว่าอาจารย์ของขากระเรียนกลับคืนสู่ภูเขาแห่งมรรคาแล้วบรรพจารย์ที่ออกจากด่านมาจัดการกิจธุระด้วยตัวเองอย่างที่หาได้ยากหน้าเขียวคล้ำ
บอกว่าเจ้าชาติสุนัขที่ถ่วงความเจริญผู้นี้เกือบจะทำลายรากฐานกิจการเจ็ดร้อยปีของข้าแล้ว จะพูดถึงมันทำไม ตายแล้วก็ตายไป เอาเก้าอี้ของมันออกไปซะ ไปตายอยู่ข้างนอกก็นับว่าประหยัดเรื่อง อย่าหวังว่าจะได้มีภาพแขวนอยู่ในศาลบรรพจารย์ แล้วยังต้องถูกลบชื่อออกจากทำเนียบด้วย!

บทที่ 1181.3 เรื่องเล่าประหลาด 1

Verify captcha to read the content.VERIFYCAPTCHA_LABEL

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!