เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1121

บทที่ 1121.1 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสำรอง (บน)

เฉินผิงอันยังคงเลือกที่จะแกะสลักอักษรริมขอบสามพันตัวที่ “หากพลังจิตไม่ถึงไม่ว่าเรื่องอะไรก็ไม่สำเร็จ” นั้นก่อน ข้าชอบแกะสลักตัวอักษรเยอะ เพราะมีความท้าทายมากกว่า

ดูเหมือนเจ้าอารามผู้เฒ่าจะรู้ว่าเขาต้องเลือกทางนี้ก่อนอยู่แล้ว จึงถามชวนคุยว่า “ปิดด่านคือปิดด่านจริงๆ แต่แบ่งดวงจิตออกเป็นสามส่วน แยกกันไปเดินเล่นอยู่ที่ไหนบ้างล่ะ?”

เฉินผิงอันตอบ ”อาศัยยันต์หกแผ่นของอวี๋เจินเหรินแยกกันไปที่สำนักอวี่หลง สำนักฉงหลินของอุตรกุรุทวีปและลำน้ำใหญ่ภาคกลางของใบถงทวีป ต่างก็มีความต้องการที่แตกต่างกันไป”

เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย ”ขอบเขตสูงแล้ว ในที่สุดก็เริ่มพลิกเปิดบัญชีเก่า ไปคิดบัญชีกับคนอื่นแล้วหรือ? หรือจะบอกว่าทุกวันนี้มีคนรักเป็นขอบเขตสิบสี่ สหายเฉินก็ใจกล้ามากขึ้น เอวแข็งมากขึ้นแล้ว? เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่แปลกที่พูดคุยกับเจ้าหอหลิ่วอย่างถูกคอกลายเป็นคนบนเส้นทางเดียวกัน”

เส้นทางของทั้งสองฝ่ายแตกต่างแต่มีจุดหมายเดียวกัน คนหนึ่งอาศัยศิษย์พี่ อีกคนอาศัยคนรัก

ไม่ถูกสิ หากจะพูดให้ถูกก็คือ คนหนึ่งอาศัยแค่ศิษย์พี่ ขอบเขตของศิษย์พี่ก็คือขอบเขตของศิษย์น้อง แต่อีกคนหนึ่งทั้งอาศัยคนรักแล้วก็อาศัยศิษย์พี่ด้วย?

ในเมื่อมีความสามารถขนาดนี้ทำไมจำนวนคนรักถึงมีแค่คนเดียวเองเล่า? ทำไมไม่มีจำนวนให้เท่ากับศิษย์พี่ไปเลย?

หากสามารถมีโชคด้านความรักแบบนี้ได้จริงก็ถือว่าเป็นความสามารถเหมือนกัน จะยังต้องมานะฝึกตนอย่างยากลำบากไปทำไม อยู่ในใต้หล้าแห่งหนึ่งก็เลือกคนรักไว้คนหนึ่งไม่ว่าไปถึงใต้หล้าแห่งไหนก็เดินกร่างได้ทั้งนั้น

เฉินผิงอันประหลาดใจยิ่งนัก ดูเหมือนว่านับตั้งแต่คราวก่อนที่เจ้าอารามผู้เฒ่ามาเยือนเมืองเล็กพร้อมกับมรรคาจารย์เต๋า แล้วก็ครั้งนี้ที่เจ้าอารามผู้เฒ่ามาเป็นแขกที่ภูเขาลั่วพั่วก็ดูเหมือนว่าจะพุ่งเป้ามาที่ตนเป็นพิเศษ?

ไม่มีเหตุผลเลยนี่นา หมี่ลี่น้อยไปรับรองแขกที่ตีนเขา นั่นคือความสามารถประจำตัวของผู้พิทักษ์ฝ่ายขวาของบ้านเราเชียวนะ ต้องรัดกุมรอบคอบจนน้ำสักหยดก็มิอาจเล็ดลอดออกไปอยู่แล้ว

คราวก่อนเจ้าอารามผู้เฒ่าไปที่ภูเขาพีอวิ๋น เว่ยเย่โหยวก็มีประสบการณ์โชกโชนในการรับรองแขก งานเลี้ยงท่องราตรีครั้งแล้วครั้งเล่าพวกนั้นจะจัดอย่างเสียเปล่าได้อย่างไร?

แล้วยังเป็นเพื่อนเก่ากับเสี่ยวโม่ เซี่ยโก่วก็ต้องถือว่าเป็นภรรยาน้องชายของเขาครึ่งตัวไม่ใช่หรือ? ดังนั้นเจ้าขุนเขาเฉินคิดเป็นร้อยตลบก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดข้อผิดพลาดตรงไหนกันแน่?

หรือจะเป็นเฉินหลิงจวินที่ได้เจอกับมรรคาจารย์เต๋า?!

เนื่องจากเฉินหลิงจวินมิอาจพูดเรื่องใดที่มีความเกี่ยวข้องกับบรรพจารย์สามลัทธิได้ ดังนั้นเฉินผิงอันจึงมองข้ามเรื่องที่เด็กชายชุดเขียวก็อาจจะเคยเจอเจ้าอารามผู้เฒ่าแล้วไปพร้อมกันด้วย

จนถึงทุกวันนี้เฉินผิงอันยังจำฉากตอนที่ไอ้หมอนี่เจอกับช่างหร่วนได้อยู่เลย นั่นเรียกได้ว่า…อเนจอนาถจนแทบไม่อาจทนมอง ไม่อยากจะหวนย้อนกลับไปนึกถึง

เจ้าอารามผู้เฒ่ามองวัตถุจื่อชือและวัตถุฟางชุ่นที่วางกองกันอยู่บนโต๊ะ ตราผนึกบางอย่างไม่ขัดต่อสายตาการมองเห็นของเขา กวาดตาไปจึงเห็นสมบัติหลากหลายที่อยู่ในนั้นได้อย่างถ้วนทั่ว เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มถาม “หลอมวัตถุเช่นนี้ กลายเป็น “สมบัติมีชีวิต” ที่มีสองขาเดินได้จริงๆ แล้ว สหายใหญ่เฉินมีฝีมือสูงก็เลยใจกล้า รังเกียจว่าอู๋โจวไม่มาหาถึงที่ก็เลยลงเดิมพันครั้งใหญ่ไปเลย? อยู่บนเส้นทางสะพานไม้ท่อนเดียวอย่างวิถีแห่งการหลอมวัตถุนี้ก็จะเห็นฝีมือที่แท้จริงของอู๋โจวที่เดินอยู่เบื้องหน้ากับตาตัวเอง อยากจะช่วงชิงตำแหน่งพื้นที่มาให้ตัวเอง?”

เฉินผิงอันกล่าว “หลอมวัตถุเป็นแค่วิธีที่นำมาใช้ช่วยเสริมเท่านั้น ไม่มีทางเกิดความขัดแย้งบนมหามรรคากับอู๋โจว หากนางจะฆ่าคนชิงทรัพย์จริงๆ ข้าก็ได้แต่ป้องกันตัวเอง”

มือข้างหนึ่งของเจ้าอารามผู้เฒ่าถือค้อนอิฐเอาไว้ จึงยื่นมืออีกข้างไปหยิบป้ายถือศีลแผ่นหนึ่งออกมาจากในวัตถุจื่อชือ เงยหน้ามองวัตถุที่หลอมเรียบร้อยแล้วซึ่งอยู่ในกายธรรมใหญ่โตโอฬารนั้น ในช่องโพรงลมปราณแห่งหนึ่งได้หลอมกาซ่อิ่งใบหนึ่งที่สามารถดูดซับปราณวิญญาณฟ้าดินธาตุไม้มาอย่างเชื่องช้าได้นานแล้ว ถูกเฉินผิงอันเอาไปวางไว้ในเรือนไม้ซึ่งเป็นที่อยู่ของวัตถุแห่งชะตาชีวิตห้าธาตุเพื่อให้เป็นของที่ช่วยเสริม ทั้งสองสิ่งนี้มีความแตกต่างกันเหมือนผู้ปกครองกับขุนนาง เห็นภาพเหตุการณ์นี้ เจ้าอารามผู้เฒ่าก็ส่ายหน้ายิ้มเอ่ย “โชคอะไรกัน ทั้งๆ ที่ได้ของสองชิ้นมาในเวลาเดียวกัน แต่กลับเลือกอาวุธวิเศษที่ไม่ใช่ระดับขั้นของสมบัติอาคม ปล่อยสมบัติหนักที่เป็นอาวุธกึ่งเซียนเอาไว้ไม่ยอมหลอม เก็บเมล็ดงาทิ้งแตงโมอย่างนั้นหรือ? หรือรู้สึกว่ากิจการบ้านเรือนใหญ่แล้ว ชีวิตนี้ไม่ต้องกลัดกลุ้มเรื่องการกินการอยู่แล้วก็เลยทำเล่นๆ ไปอย่างนั้นเอง?”

เฉินผิงอันมองป้ายถือศีลที่อยู่ในมือของนักพรตเฒ่าแวบหนึ่ง แล้วรีบก้มหน้าแกะสลักตัวอักษรต่ออีกครั้ง จิตแห่งมรรคานิ่งสนิทดุจบ่อน้ำโบราณ ไม่มีริ้วกระเพื่อมใดๆ

เรื่องดีไม่กลัวจะมาถึงช้า จะรีบร้อนไปไย

รอแค่ผู้อาวุโสจากไปก็จะหลอมใหญ่ให้วัตถุชิ้นนี้ทันที

ปีนั้นเจินเหรินผู้เฒ่าหวนอวิ่นช่วยดูให้ จำได้ว่าป้ายถือศีลที่เป็นเขาฉิวลายเมฆแผ่นนั้นคือป้ายเรือนใจของสายลัทธิเต๋า แต่เขากลับไม่ได้มองระดับขั้นสูงต่ำออกอย่างทะลุปรุโปร่งเหมือนเจ้าอารามผู้เฒ่า

เจ้าอารามผู้เฒ่าพลิกดูป้ายถือศีลที่หน้าตรงแกะอักษรคำว่าใจเอาไว้ ด้านหลังแกะเป็นกลอนโบราณไม่ทราบชื่อ ร่องน้ำริมคันนามืดสลัว แสงตะวันจันทราหน้าบานประตูสะเทือนจิตวิญญาณ

ระดับขั้นเป็นอาวุธกึ่งเซียน แต่กลับแบกรับปราณแห่งมรรคาของอาวุธเซียน สามารถทำให้ผู้ฝึกบำเพ็ญตนดวงตามองเห็นเงา มองเห็นจิตใจดั้งเดิม

น่าเสียดายที่ซุกซ่อนจุดด่างพร้อยบางอย่างเอาไว้ หากผู้ฝึกตนทั่วไปได้ไปครองจะเหมือนได้ครอบครองสมบัติล้ำค่า หลอมใหญ่ได้ไม่เป็นไร แต่กลับไม่เหมาะกับเฉินผิงอันที่ทุกวันนี้มีหวังจะเดินขึ้นสู่ยอดสูงสุด เจ้าอารามผู้เฒ่านึกถึงวิถีการรับรองแขกของแม่นางน้อยชุดดำจึงไม่หลอกเจ้าขุนเขาเฉินแล้ว ยอมพูดเพิ่มเติมไปอีกสองประโยค ”วัตถุชิ้นนี้แตกหักไม่สมบูรณ์ ปณิธานแห่งมรรคาขาดหายไป หลอมกลางกำลังดี ไม่เหมาะจะหลอมใหญ่เป็นวัตถุแห่งชะตาชีวิต ระวังจะถูกจิตมารนอกโลกฉวยโอกาสแทรกซึมเข้ามา ทำลายรากฐานการฝึกตนที่ได้มาไม่ง่าย”

เฉินผิงอันพยักหน้า ถามว่า ”ป้ายเรือนใจแผ่นนี้กับค้อนอิฐเขียวของอารามเต๋าไม่ทราบชื่อที่อยู่บนยอดเขา วัสดุคล้ายคลึงกัน โดยมากแล้วเหมือนกัน แค่มีความแตกต่างกันเล็กน้อยหรือ?”

เจ้าอารามผู้เฒ่าชั่งน้ำหนักอิฐเขียวที่อยู่ในมือ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ต้องบอกว่าต่างมากเหมือนน้อยถึงจะถูก ความลี้ลับในเรื่องนี้ วันหน้าเมื่อเจอกับผู้อาวุโสบนภูเขาที่ถูกชะตากันแค่ถามก็จะรู้ได้เอง”

เฉินผิงอันจึงไม่ถามต่ออีก หยุดแต่พอสมควร ไหนเลยจะกล้าถอนขนแกะจาก (เปรียบเปรยว่าอาศัยช่องว่างหาผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ตักตวงกำไรเล็กๆ) เจ้าอารามผู้เฒ่า

ส่วนสมบัติล้ำค่าชิ้นนี้ ได้มาจากมือของผู้ฝึกยุทธคนหนึ่งชื่อว่าหวงซือ ถือว่าไม่ตีกันก็ไม่ได้รู้จักกันกระมัง เจอกันด้วยดีจากลาด้วยดี ได้กันไปอย่างละครึ่ง

เพียงแต่ว่าปีนั้นหลังจากที่จากลากัน ทางฝั่งของอุตรกุรุทวีปก็ไม่มีข่าวของผู้ฝึกยุทธหวงซืออีกแล้ว ก็ไม่รู้ว่าเขาได้แก้แค้นครั้งใหญ่สำเร็จแล้วหรือยัง

เจ้าอารามผู้เฒ่าจุ๊ปากด้วยความประหลาดใจ ”เจ้าหลอมกระจกไว้มากมายขนาดนี้ทำไม? อัตราส่วนค่อนข้างสูง เหมือนเสื้อผ้าอาภรณ์ของสตรีที่มีไว้เยอะๆ เพื่อความน่ามองหรือ?”

เฉินผิงอันตอบไปตามสัตย์จริง “เหมือนน้อยต่างมากอย่างที่ผู้อาวุโสพูด ท่องอยู่ในยุทธภพ มีฝีมือมากมายก็ไม่ต้องกลัวว่าจะกดทับตัวเอง หลักการเดียวกัน ในเมื่อผู้เยาว์เลือกวิถีแห่งการหลอมวัตถุเป็นตัวช่วยเสริม ข้างมือมีอะไรก็ต้องหลอมอย่างนั้น ไม่กล้าเลือกมา”

เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย “รู้น่ะรู้ แต่ไม่พูดก็ส่วนไม่พูด ถือเป็นปฏิทินเหลืองหน้าหนึ่งที่ไม่มีบันทึกไว้ ปริศนาประเภทนี้ก็เหมือนกับ “หลูเจิงฉุน” หนึ่งในสามคนที่หากไขปริศนาได้ด้วยตัวเองจะน่าสนใจมากกว่า:”

สีหน้าของเฉินผิงอันไร้อารมณ์ นวดคลึงข้อมือ

ตอนนั้นอยู่บนเรือราตรี สิงกวนหาวซู่ที่หวนกลับไปยังใต้หล้าไพศาลได้นำพาตู้ซานอิงลูกศิษย์ผู้สืบทอด สาวใช้จี่ซิงมาพบเฉินผิงอันกับหนิงเหยา

หาวซู่อยู่ที่นครสิงเม่าค่อนข้างนาน ส่วนเส้าเป่าเจวี้ยนเจ้านครหนุ่มที่ปรากฏตัวในนครเถียวมู่ก่อนหน้านั้นกลับดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยชอบขี้หน้าของเฉินผิงอันสักเท่าไร

และเส้าเป่าเจวี้ยน แน่นอนว่าต้องเป็นนามแฝง แต่คนผู้นี้คือผู้ฝึกลมปราณที่มีโชควาสนาลึกล้ำ มีบุญบารมีอย่างใหญ่หลวงแท้จริง

ตอนที่อยู่ในนครปี้ฮว่าของสำนักพี้หมา เจ้าขุนเขาเฉินไม่ได้อะไรไปสักอย่าง ไม่ได้เทพหญิงคนใดไปเป็นสาวใช้ผู้ติดตาม เส้าเป่าเจวี้ยนไปเยือนมาแค่รอบเดียวกลับได้รับความโปรดปรานจากเทพหญิงกว้าเยี่ยน ยินดีจะติดตามเป็นข้ารับใช้ หลังจากนั้นตอนที่อยู่ในหุบเขาผีร้าย อยู่บนยอดเขาของภูเขาจีเชี่ยว ตอนที่เอา “บ่อสายฟ้า” ไปก็ยิ่งง่ายดายเหมือนแค่ยกมือ

ย้อนกลับมามองบุรุษผ้าห่อบุญบางคนที่ไม่สนใจความลำบากตรากตรำ ทั้งๆ ที่เจอกับโชควาสนาตระกูลเซียนครั้งนี้ก่อน แล้วก็รู้จักเนื้อหาตัวอักษร “บ่อชำระกระบี่เรือนโต้วซู” ที่เขียนไว้บนป้ายศิลาเอียงแผ่นนั้น น่าเสียดายที่อย่าว่าแต่จะย้ายเอาบ่อสายฟ้าที่มีประวัติความเป็นมายิ่งใหญ่บ่อนี้ไปเลย ต่อให้เฉินผิงอันออกแรงเต็มกำลังก็ยังได้แต่ขุดเอาแส้ไม้ไผ่สีทองไปแค่ไม่กี่ปล้องเท่านั้น

ก่อนที่หาวซู่จะลงจากเรือได้บอกกล่าวเนื้อหาที่สำคัญอย่างถึงที่สุดแก่หนิงเหยา พูดถึง ‘คนยี่สิบคน’

แม้ว่าหาวซู่จะไม่ได้พูดอะไรมาก แต่มันคือจุดเริ่มต้นของเบาะแสเส้นหนึ่งที่ถูกฝังซ่อนไว้แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

สิงกวนแห่งกำแพงเมืองปราณกระบี่ เส้าเป่าเจวี้ยนแห่งนครหรงเม่าเรือราตรี นี่ไม่ใช่การบอกอย่างเป็นนัยอะไรแล้ว แต่เป็นการบอกกล่าวแก่เฉินผิงอันอย่างชัดเจน

ภายหลังบวกกับการ “เชื้อเชิญ” จากหันอวี้ซู่เซียนเหรินก็ยิ่งพิสูจน์ได้แล้วว่าเรื่องนี้เป็นจริงหรือเท็จ

และนี่ก็คือสาเหตุที่ทำไมเฉินผิงอันถึงไม่คิดว่าหนันกวงจ้าวคือบินทะยานที่อ่อนด้อย ไม่ใช่ว่าขอบเขตบินทะยานของหนันกวงจ้าวเป็นกระดาษเปียกเกินไปจริงๆ แต่เป็นเพราะถูกผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบินทะยานคนหนึ่งหลบซ่อนอยู่เบื้องหลัง อาศัยข่าวที่อีก “สิบเก้าคน” ที่เหลือมอบให้ เท่ากับว่าหนันกวงจ้าวถูกหาวซู่ใช้การศึกษาวิเคราะห์และการพุ่งเป้าอย่างลับๆ อยู่นานหลายปี สุดท้ายหาวซู่ก็ได้สร้างเวทกระบี่ที่เป็นท่าไม้ตายติดต่อกันเป็นชุดให้กับหนันกวงจ้าวโดยเฉพาะ

หากขนาดนี้แล้วยังไม่ตาย หนันกวงจ้าวก็ไม่ใช่แค่บินทะยานอ่อนด้อยเท่านั้น แต่เป็นบินทะยานแข็งแกร่งอย่างพวกเทียนซือแห่งภูเขามังกรพยัคฆ์หรือไม่ก็ฮว่อหลงเจินเหริน หรือแม้กระทั่งเป็นตัวสำรองได้ขอบเขตสิบสี่ได้เลย

ใบถงทวีป เจ้าสำนักว่านเหยาแห่งพื้นที่มงคลสามภูเขาอย่างเซียนเหรินหันอวี้ซู่

เนื้อหนังมังสาที่มอบให้กับเจียงซ่างเจินร่างนั้นก็ได้หวนกลับมาอยู่ในมือของเฉินผิงอันแล้ว

ขณะเดียวกันเดิมทีเฉินผิงอันก็อยากถามเรื่องเก่าเรื่องหนึ่งจากเจียงซ่างเจินด้วย

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!