เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1120

บทที่ 1120.2 ชื่อบนกระดานทองคำ
เซี่ยโก่วยิ้มกว้าง ”คนมีฝีมือสูงย่อมใจกว้าง แค่ตกใจไปเองเท่านั้น”

เจ้าอารามผู้เฒ่าเบ้ปาก “หากไม่เป็นเพราะคนรุ่นก่อนปลูกต้นไม้ คนรุ่นหลังได้อาศัยร่มเงา ด้วยนิสัยของสหายชิงจู่ผู้นั้น

ใครที่กล้ามาขวางทางเขา ฆ่าใครก็คือฆ่าเหมือนกันไม่ใช่หรือ”

ยกตัวอย่างเช่นอวี๋เยว่ผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตหยกดิบที่กล้าสังหารซิ่วจื่อซึ่งถูกสำนักกุยหยกฝากความหวังไว้มาก

แต่เสี่ยวโม่ผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบินทะยานกลับไม่อาจทำเรื่องประเภทนี้ได้ ขนาดเสี่ยวโม่ยังเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเฉินผิงอันแล้ว

ผู้ฝึกบำเพ็ญตนมีสถานะมากมาย เป็นทั้งยันต์ป้องกันตัวแล้วก็เป็นภาระอย่างหนึ่ง

ก็เหมือนอย่างในตลาด ระดับชั้นของยุทธภพ คนที่ต่อสู้ได้กลัวพวกคนที่อำมหิต คนที่อำมหิตกลัวเจอกับพวกคนที่งี่เง่าที่สุด

ส่วนใหญ่แล้วคนที่มีสถานะมักจะตายด้วยน้ำมือของพวกมุทะลุที่ไม่มีสถานะ เดินอยู่บนถนน อยู่ดีไม่ว่าดีก็ถูกมีดแทงตายไปแล้ว

เซี่ยโก่วกล่าว “เหตุผลจะพูดกันแบบนี้ไม่ได้ หากไม่เป็นเช่นนี้ด้วยนิสัยระมัดระวังรอบคอบของเจ้าขุนเขาก็ไม่แน่ว่าจะไปลุยน้ำส่งเดช”

เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มบางๆ เอ่ยว่า “นี่คือจะทำให้ข้าสับสนหรือไร?”

ปากเซี่ยโก่วหัวเราะฮ่าๆ แต่ในใจกลับนินทาไม่หยุด

น่าประหลาดนัก เจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวไปเอาไฟโทสะจากไหน สิ่งที่เจ้าขุนเขาบ้านตนประสบในพื้นที่มงคลดอกบัว

หนึ่งคนแก่หนึ่งเด็ก หนึ่งเจ้าบ้านหนึ่งแขก ไหนว่ากันว่าพวกเขาอยู่ร่วมกันได้อย่างดีไม่ใช่หรือ

เห็นแม่นางน้อยชุดดำที่สองขาสับไวเหมือนล้อหมุน แม้บนใบหน้าของเจ้าอารามผู้เฒ่าจะไม่มีรอยยิ้ม แต่น้ำเสียงกลับอ่อนลงหลายส่วน

“หมี่ลี่น้อยมาแล้วหรือ”

ส่วนเด็กชายผมขาวที่ใช้นามแฝงว่าคงโหวผู้นั้น แน่นอนว่านางไม่กล้ามาที่นี่

หมี่ลี่น้อยมาพร้อมภารกิจ นางวิ่งมาที่ข้างโต๊ะ ปลดห่อผ้าฝ้ายสะพายไหล่ลง หยิบเอาเมล็ดแตงและปลาตากแห้งออกมาหมดทีเดียว

“ท่านเซียนผู้เฒ่า ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”

เจ้าอารามผู้เฒ่าเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้อย่างมาก ยิ้มถามว่า “นานมากนี่คือกี่วัน?”

หมี่ลี่น้อยไม่ต้องคำนวณในใจด้วยซ้ำก็บอกจำนวนวันที่แม่นยำออกมาได้ เห็นได้ชัดว่านางคิดถึงท่านเซียนผู้เฒ่าผู้นี้อยู่เสมอ

บนใบหน้าของเจ้าอารามผู้เฒ่ามีรอยยิ้มผุดขึ้นมา พยักหน้าเบาๆ ”มีใจแล้ว”

เซี่ยโก่วต้องหันมามองหมี่ลี่น้อยใหม่อีกครั้ง

ผู้พิทักษ์ขวาของภูเขาลั่วพั่วร้ายกาจจริงๆ สามารถรับรองแขกแบบนี้ได้ด้วยหรือ?

ต้องรู้ว่าในยุคบรรพกาล ขอแค่เจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวออกมาจากหาดถั่วเป่า เดินอยู่บนพื้นโลกมนุษย์เพียงลำพัง นั่นก็ขึ้นชื่อว่าไม่ไว้หน้าใคร

พูดไม่เข้าหูคำเดียวก็ปล่อยกระบวนท่าสังหารอย่างไม่ไว้ไมตรี อย่างมากสุดก่อนจะลงมือก็แค่ทิ้งประโยคหนึ่งไว้ว่า ”ให้หน้าเจ้าแล้ว?”

หมี่ลี่น้อยเกาแก้ม กลอกตาเร็วรี่ ลังเลว่าควรจะเปิดปากพูดอย่างไรดี

เจ้าอารามผู้เฒ่าเดาความคิดออก ใช้เสียงในใจพูดกลั้วหัวเราะว่า “บอกกับเทียนหรานแห่งตำหนักสุ่ยจิงผู้นั้นว่า

สวีเจวียนที่เป็นหุ่นเชิดของใครบางคนผู้นั้น เขาเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่แล้ว แน่นอนว่าต้องได้รับการประทานพรส่วนหนึ่งจากมหามรรคา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเผยหรานกับกุ่ยเค่อแห่งเปลี่ยวร้างเป็นสองใจที่เชื่อมโยงถึงกัน ผูกสมัครเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกันอย่างเป็นทางการแล้ว

ทำให้มหามรรคาฟ้าดินของใต้หล้าสอดผสานกันได้ถึงเพียงนี้คือเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อนหมื่นปี มีแรงหนุนเยอะมาก

ผลประโยชน์บนมหามรรคาจะอุดมสมบูรณ์มากแค่ไหน แค่คิดก็พอจะรู้ได้ ถ้าอย่างนั้นการสละร่างของคนบางคนจึงเป็นความจริง แต่กลับไม่ถึงขั้นตายจริง”

“สำนักการทหารทำอะไรมักจะร้อยเรียงต่อเนื่องกัน วางแผนไปทุกก้าวย่าง ล้วนอยู่ในการคาดการณ์ของคนบางคนอยู่แล้ว

รอให้วันที่ห้าเดือนห้าของปีนี้หลิวเสี้ยนหยางกับเซอเยว่แต่งงานกัน หลังจากนั้นเจ้าขุนเขาของพวกเจ้าผูกสมัครเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกับหนิงเหยา

บุคคลอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้าห้าสี เรื่องราวมากมายที่เป็นทำนองเดียวกันนี้ สะสมไว้มากเข้า

เชื่อว่าคนบางคนใช้เวลาไม่นานก็จะสามารถกลับมานอนอย่างผ่อนคลายบนยอดเขาได้อีกครั้งอย่างไม่ต้องเปลืองแรงสักกะผึกแล้ว”

หมี่ลี่น้อยจดจำไว้เงียบๆ ไม่ให้ตกหล่นแม้แต่คำเดียว หลังจากนี้นางจะต้องกลับไปรายงานข่าวให้ขุนนางผู้เรียบเรียงตำราทราบแล้ว

เซี่ยโก่วถอนหายใจด้วยความทึ่ง “ที่แท้คนรักของคงโหวก็มีสมองดีขนาดนี้เลยหรือ?

มิน่าเล่าเวลาปกติขุนนางผู้เรียบเรียงตำราของพวกเราคนนี้ถึงได้ไม่ค่อยชอบใช้สมองนัก”

เจ้าอารามผู้เฒ่ากล่าว ”ยุคสมัยไม่เหมือนกันแล้ว หมื่นปีที่ผ่านมา ตบะของผู้หลอมลมปราณไม่ได้เพิ่มมากขึ้น แต่พลังใจกลับสูงขึ้นเยอะมาก

คนรักของนางคนนี้มีวิธีการลับๆ อยู่ตั้งมากมาย”

เซี่ยโก่วโพล่งถามขึ้นมาว่า ”ผู้ไร้เทียมทานที่แท้จริงคนนั้นคงไม่ได้ชี้แหงแก๋ไปแล้วหรอกนะ?”

อวี่โต้วเจ้าลัทธิที่บัญชาการป่ายอวี้จิง กับอวี่โต้วที่ออกจากป่ายอวี้จิงมารับกระบี่จะเหมือนกันได้หรือ?

เซี่ยโก่วร้องอ้อ ถ้าอย่างนั้นก็คือยังไม่ตาย น่าเสียดายนัก

เจ้าอารามผู้เฒ่าเอ่ย ”การบรรยายสุดท้ายในตำหนักหัวหยาง ภูเขาตี้เฟย เนื้อหาที่เกากูพูดมองดูคล้ายการถ่ายทอดมรรคกถา

ให้กับนักพรตห้าขอบเขตล่าง แต่แท้จริงแล้วกลับมีความหมายลึกซึ้ง ยิ่งคุณสมบัติการฝึกตนดีเท่าไรก็ยิ่งต้องลองฟังดู”

ที่แท้เกากูที่มีฉายาว่า “จวี่เยว่” บุคคลที่เป็นอันดับหนึ่งด้านการหลอมโอสถผู้นั้น ในการบรรยายได้อธิบายสามเรื่อง

หนึ่งคือเรื่องความเหมือนและแตกต่างระหว่างจิตวิญญาณของเซียนและมนุษย์ สองอธิบายร่างกายมนุษย์นั้นล้ำค่าแค่ไหน

ช่องโพรงลมปราณสามร้อยหกสิบห้าแห่งกลายเป็นสะพานอมตะได้อย่างไร อธิบายละเอียดถึงตำแหน่งภูเขาทายาทในฟ้าดินเล็กของร่างกายมนุษย์

การบุกเบิกและการจัดวางวัตถุแห่งชะตาชีวิตที่แตกต่างกันอย่างประณีต ควรจะทำอย่างไรถึงจะแก้ไขปัญหาได้ดีที่สุด

สามอธิบายถึงบทเซียวเหยาโหยวและบทฉีอู้อู้ของลู่เฉินว่าความสูงส่งของมันอยู่ที่ไหน จะนำมาปฏิบัติจริงได้อย่างไร

ตอนนั้นคนที่มาฟังการบรรยายมีเยอะมาก นักพรตสิบสี่มณฑลของใต้หล้ามืดสลัวยังสามารถฟังผ่านบุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้ำได้ด้วย

เพียงแต่ตอนนั้นพวกเขาไม่รู้ว่าการปรากฏตัวของเกากูในครั้งนี้ เป็นทั้งการถ่ายทอดมรรคา แล้วก็เป็นทั้งคำสั่งเสีย

วิสัยทัศน์ของเจ้าอารามผู้เฒ่าวางอยู่ตรงนั้น แม้จะซ่อนตัวฟังคำบรรยาย เขาก็ยังได้รับผลประโยชน์อยู่มาก

เซี่ยโก่วดวงตาเป็นประกาย สีหน้าสดใสมีชีวิตชีวา อะไรที่เรียกว่าคุณสมบัติดี พูดให้คลุมเครือเกินไปแล้ว

สหายปี้เซียวก็บอกชื่อของข้าออกไปตรงๆ เลยสิ

อยากนอนก็มีคนส่งหมอนมาให้หนุนจริงๆ เซี่ยโก่วกำลังกลุ้มอยู่ว่าควรจะสอนไฉอู๋อย่างไร

เจ้าอารามผู้เฒ่าหยิบแผ่นหยกชิ้นหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ ยื่นส่งให้กับเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่มองอย่างไรก็รู้สึกขัดตา

เอ่ยเตือนว่า “รับไว้ให้ดี”

“รับคำสั่ง!” เซี่ยโก่วโน้มตัวมาข้างหน้า ก้มหน้าลง ใช้สองมือรับแผ่นหยกแผ่นนั้นมาอย่างนอบน้อม

เจ้าอารามผู้เฒ่าหนังตากระตุกน้อยๆ เพิ่งจะมาอยู่ที่ภูเขาลั่วพั่วแค่กี่วันเองก็มีสภาพเช่นนี้แล้วหรือ?

หลังจากได้มาอยู่ในมือแล้ว เซี่ยโก่วก็โยนแผ่นหยกใส่ไปในชายแขนเสื้อ

เจ้าอารามผู้เฒ่าใช้เสียงในใจเอ่ย ”บอกเจ้าขุนเขาเฉินของเจ้าด้วยว่าอย่าเรียนเรื่องการทำนายเลย ทั้งสถานะและสภาพการณ์ของเขาล้วนพิเศษ

นักพรตเฒ่าที่เรือนกายใหญ่โตปรากฏตัวอยู่ในดินแดนไท่ซวีอย่างเงียบเชียบ เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน คารวะตามขนบลัทธิเต๋า

รอกระทั่งเฉินผิงอันยืดเอวขึ้นตรง เจ้าอารามผู้เฒ่าก็โบกมือ ”ไม่ต้อง ผินเต้ามาที่ภูเขาลั่วพั่วไม่ได้มาเพื่อรับการคารวะ”

เฉินผิงอันสะอึกอึ้ง

เจ้าอารามผู้เฒ่าไม่เสียเวลาพูดจาไร้สาระ พูดเข้าประเด็นทันทีว่า

“ผินเต้าลองสำรวจดูที่แห่งนี้อยู่พักหนึ่ง ปัญหาไม่ใหญ่ แค่ใส่ใจให้มากหน่อย ตรวจตราหาช่องโหว่แล้วชดเชยด้วยตัวเองก็พอ”

ระหว่างที่พูดเจ้าอารามผู้เฒ่าก็โยนตราประทับสุยสิงขนาดเท่ากำปั้นชิ้นหนึ่งให้กับเฉินผิงอัน

“ของสิ่งนี้หาได้ยากแทบไม่เหลืออยู่แล้ว เจ้าแกะสลักเป็นตราประทับเปล่าคู่หนึ่งก่อน เศษวัสดุที่เหลือก็ถือว่าเป็นเงินค่าจ้างให้เจ้า”

“หญิงโจวที่อยู่ในปกครองของนครซิงชุ่ยป่ายอวี้จิง ทางฝั่งราชวงศ์ซิงเสินมีผู้ฝึกกระบี่ชื่อว่าสวีเสวียนเจีย อายุไม่มาก คุณสมบัติดี

เขาเลื่อมใสเจ้ามานานแล้ว โดยเฉพาะยามถ่ายทอดมรรคาตอนอยู่ที่อารามต้ามู่ หลังจากแกะตราประทับเปล่าคู่นี้แล้ว

ชิ้นหนึ่งให้แกะสลักสามพันอักษรของมรรคาจารย์เต๋าลงไป ด้านล่างแกะสลักว่า ”เมื่อพลังใจมาถึงจะมีเรื่องใดที่ทำไม่สำเร็จ”

“อีกชิ้นหนึ่ง เนื้อหาแกะสลักได้ตามใจชอบ จะแต่งเป็นกลอนต่าโหยวที่เจ้าถนัดที่สุดอย่างส่งเดชก็ยังได้”

เฉินผิงอันกวักมือเอากระบี่ที่หักท่อนหนึ่งมาแล้ว สองนิ้วคีบปลายกระบี่ ใช้สิ่งนี้ต่างมีดแกะสลัก

นั่งอยู่บนเบาะรองนั่ง เบื้องหน้าวางโต๊ะตัวเล็กไว้ตัวหนึ่ง กระถางธูปหนึ่งใบ ควันธูปลอยกรุ่น

บนโต๊ะวางวัตถุจื่อชื่อและวัตถุฟางชุ่นเอาไว้ และยังมีตำราเต๋าหนึ่งกองและกระดาษยันต์อีกสิบกว่าแผ่น

การเคลื่อนไหวยาม ”ลงมีด” ของเฉินผิงอันติดขัดอย่างมาก นี่แสดงให้เห็นว่าวัสดุของตราประทับแข็งแรงเหนือกว่ามีดลับกระบี่เสียอีก

เฉินผิงอันเงยหน้าถาม ”ต้องใช้เวลาไม่น้อย ผู้อาวุโสรอได้หรือ? หรือว่าจะให้เซี่ยโก่วเอาไปให้ที่ใต้หล้ามืดสลัว?”

เจ้าอารามผู้เฒ่าเอ่ยอย่างเฉยเมย “ศาลบุ๋นและป่ายอวี้จิงเร่งรัดผินเต้าไม่ได้ ฝ่ายแรกต้องจับตามองวิถีโคจรของเรือข้ามฟากสองลำ

ฝ่ายหลังตอนนี้ยังไม่มีเวลามาสนใจว่าผินเต้าจะอยู่หรือไป”

เฉินผิงอันเงียบไม่ตอบ สีหน้ายังคงปกติ เขาก้มหน้าลงแกะสลักอย่างระมัดระวังต่ออีกครั้ง

นี่แสดงให้เห็นว่าในสายตาของเจ้าอารามผู้เฒ่า ศาลบุ๋นก็มีแค่หลี่เซิง ป่ายอวี้จิงมีแค่อวี่โต้วเท่านั้น

เฉินผิงอันจดจ่อ ทุกมีดที่ลงไปล้วนต้องประเมินซ้ำ ขยับเคลื่อนไหวไปตามรูปร่างของวัสดุ ตัดแยกหินหยกออกมา

เจ้าอารามผู้เฒ่ายื่นมือไปคว้า “มหัศจรรย์ที่แท้จริงตำราสีชาด” มาเปิดอ่าน เขาเปิดไปที่สองหน้าสุดท้าย คิดไม่ถึงว่าจะมีแต่ความว่างเปล่า

เจ้าอารามผู้เฒ่าเป่าลมลงบนหน้าหนังสือเบาๆ จากนั้นประกบสองนิ้วสลายตราผนึกทั้งหมดทิ้ง

ก็มียันต์สองแผ่นและคำอธิบายเป็นตัวอักษรหลายร้อยตัวลอยขึ้นมา

บังเอิญยิ่งนัก ยันต์แผ่นหนึ่งมีชื่อว่า “สะพานอมตะ” ก็คือหนึ่งในสามหัวข้อที่เกากูบรรยาย

สะพานอมตะของผู้ฝึกบำเพ็ญตน ก็คือสิ่งที่เชื่อมโยงช่องโพรงลมปราณสามร้อยหกสิบห้าแห่งในร่างกายมนุษย์เข้าด้วยกัน

ร่างกายมนุษย์ที่ได้มายามถือกำเนิด นี่คือรากฐานมหามรรคาของผู้หลอมลมปราณ

การวาดยันต์ใหญ่ทุกแผ่นบนโลกยากลำบากอย่างแสนสาหัส ยิ่งประสิทธิภาพมหาศาลมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องการสิ่งที่ต้องทุ่มเทในราคาที่เท่ากัน

ไม่เพียงต้องเผาผลาญปราณวิญญาณฟ้าดินจำนวนมหาศาล ยังต้องเสียตบะของตัวเองไปหลายปี

และที่ร้ายแรงยิ่งกว่าคือยังต้องเผาผลาญคุณปการและโชควาสนาของคนวาดยันต์ด้วย

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!