เจ้าอารามผู้เฒ่าเอ่ย “ผินเต้าไม่ได้หน้าใหญ่ขนาดนั้น”
เซี่ยโก่วบ่น “ล้วนเป็นคนบ้านเดียวกัน พูดจาใส่อารมณ์ทำไม ไม่ควรเลยนะ”
อยู่ที่ภูเขาลั่วพั่ว เซี่ยโก่วเรียนรู้วิธีการพูดมากมายมาจากหมี่ลี่น้อย
เจ้าอารามผู้เฒ่าเอ่ย “การปิดด่านคือเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ”
เซี่ยโก่วถึงวางใจลงได้
ในยุคบรรพกาล นักพรตที่ ”ออกจากถ้ำไร้ศัตรูเทียมทาน จุดที่ยอมละเว้นคนอื่นได้ไม่เคยละเว้นใคร” ผู้นี้ นอกจากจะชอบหมักเหล้าซึ่งเป็นเรื่องที่นักพรตทั้งโลกรู้แล้ว
นอกจากนี้มรรคกถาของเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวยิ่งสูงแค่ไหน กลอุบายก็ยิ่งมากเท่านั้น ยิ่งเจ้าคิดเจ้าแค้นมากเท่านั้น
นี่ก็ยิ่งเป็นดังเสียงฟ้าผ่าที่ดังข้างหู ชื่อเสียงเลื่องลือระบือไกล!
แต่เสี่ยวโม่กลับไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้ เขาเคยกระซิบข้างหูเซี่ยโก่วผู้เป็นคนรักบอกว่าสหายปี้เซียวผู้นี้ก็คือนักพรตที่ใจกว้างซึ่งหาได้ยากยิ่งบนโลก
แน่นอนว่าหัวและท้ายประโยคนี้คือความจริง จริงแท้แน่นอน มีแค่เนื้อหาตรงกลางเท่านั้นที่เซี่ยโก่วเพิ่มเข้าไปเอง
แล้วบอกให้ขุนนางผู้เรียบเรียงตำราจำเป็นต้องจดบันทึกลงไป แล้วยังต้องขีดเส้นใต้กำกับไปด้วย!
เจ้าอารามผู้เฒ่ากล่าว ”ขั้นตอนอย่างละเอียดของการถามกระบี่สองครั้ง วันหน้าพวกเจ้าสามารถถามเอาจากเสี่ยวโม่ได้”
เซี่ยโก่วถามหยั่งเชิง “ละเอียดแค่ไหนล่ะ?”
เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย “วัตถุดิบฟ้า เห็นด้วยตาก็ประจักษ์ถึงมรรคา ไม่ใช่ว่ามีแค่เจ้าทำได้ เสี่ยวโม่เองก็ไม่ด้อยเหมือนกัน”
เซี่ยโก่วพยักหน้า ยื่นมือมา กระดิกนิ้ว
เจ้าอารามผู้เฒ่าหลุดหัวเราะพรืด ”ให้แขกเอาเหล้ามาให้ดื่ม นี่ก็คือวิถีแห่งการรับรองแขกของภูเขาลั่วพั่วหรือ?”
ทุกวันนี้ไม่ว่าจะพูดจาหรือทำอะไร เซี่ยโก่วหัวไวมาก อยู่ที่ภูเขาลั่วพั่วก็ได้เรียนรู้เคล็ดลับในการอยู่ร่วมสังคมกับคนอื่นมามากมาย
นางจึงเอ่ยว่า “หากไม่พูดถึงตำแหน่งของผู้ถวายงานอันดับรอง ตอนนี้ก็มองข้าเป็นป่ายจิงเถอะ”
เจ้าอารามผู้เฒ่าไม่สะทกสะท้าน
เซี่ยโก่วจนใจ สหายปี้เซียวไม่เห็นตนเป็นภรรยาน้องชายบ้างเลย
อาจารย์ผู้เฒ่าจูพูดได้ดียิ่งนัก อยู่ในภูเขาต้องการอายุขัยอันยาวนาน อ่านตำราบุปผาจันทราสุราเลิศรสมักจะมาเคียงคู่กัน
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวหยิบเหล้าสองกาออกมาจากชายแขนเสื้อ ช่วยแกะผนึกดินให้ แล้วโยนไปให้เจ้าแห่งถ้ำปี้เซียว
เจ้าอารามผู้เฒ่าก็เอาจอกเทพีบุปผาออกมาสองใบ ผลักไปให้สหายป่ายจิงหนึ่งใบ
เซี่ยโก่วรินเหล้าเต็มจอกเทพีบุปผา เอ่ยเตือนว่า “บอกไว้ก่อนนะว่า หากต่อจากนี้มีตรงไหนที่ข้าพูดไม่ถูก ข้าทำเองก็ต้องรับผิดชอบเอง ให้มาลงที่ข้า
เจ้าขุนเขาของพวกเรากำลังปิดด่าน เจ้าห้ามบุกเข้าไปก่อกวนเด็ดขาด”
เจ้าอารามผู้เฒ่ากล่าว ”พฤติกรรมยามดื่มเหล้าของเจ้าเป็นอย่างไร ผินเต้ารู้ชัดเจนดี”
ดังนั้นเขาถึงได้ไม่กล้าเอาเหล้าออกมาเลี้ยงนางอย่างไรเล่า
เซี่ยโก่วเหนียมอาย พลังอำนาจอ่อนลงหลายส่วน พึมพำเสียงเบาว่า “สุราปลุกความกล้าของคน”
เจ้าอารามผู้เฒ่าผงกปลายคางไปยังทิศทางหนึ่ง ”หากเจ้ายังถือว่าเป็นคนขี้ขลาดแล้วนั่นจะถือว่าเป็นอะไร?”
เซี่ยโก่วรำคาญยิ่งนัก ไม่จบไม่สิ้นเสียที ชอบตำหนิเจ้าขุนเขาของพวกเราทางอ้อมเสมอ….
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวตบโต๊ะ ชูจอกเหล้าขึ้น “มา สหายปี้เซียว ไม่ได้เจอกันหมื่นปี แต่ก็ยังมีชีวิตกระโดดโลดเต้นอยู่ได้ ดีมาก ดีเหลือเกิน
อย่ามัวพูดเหลวไหลอยู่เลย ยกจอกขึ้นมา!”
เจ้าอารามผู้เฒ่ายกจอกเหล้าขึ้น กระดกดื่มหมดรวดเดียวไปพร้อมกับป่ายจิง
เมื่อผ่านการเดินทางไปเยือนเรือราตรีมารอบหนึ่ง เฉินผิงอันก็จินตนาการอย่างใจกล้ามาโดยตลอด วางแผนนับร้อยนับพัน
แสวงหาการพิสูจน์อย่างระมัดระวัง ใช้อู๋ซวงเจี้ยงขอบเขตสิบสี่เป็นศัตรูในจินตนาการ
ก่อนหน้านั้นศัตรูในจินตนาการคือเผยหมินแห่งเวทกระบี่ ครั้งนั้นอยู่นอกวัดเทียนกงของไอถงทวีป เฉินผิงอันแพ้อย่างน่าอนาถ
แล้วยังต้องเสียกระบี่จำลองไปเล่มหนึ่ง
เผยหมินเหมือนกับป่ายจิง ต่างก็เป็นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบินทะยานขั้นสมบูรณ์แบบ อีกทั้งยังได้ครอบครองกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสี่เล่ม
แล้วเขายังเป็นหนึ่งในอาจารย์สองคนของลู่ไถ
ลู่ไถที่เป็นผู้ฝึกกระบี่กลับกลัวความสูง นี่ก็คือสิ่งที่เผยหมินประทานให้
เพราะได้รับคำเตือนจากลู่เฉินและอู๋ซวงเจี้ยงมาก่อน ทุกวันนี้เฉินผิงอันจึงจำเป็นต้องป้องกันนักพรตหญิงอู๋โจวที่มีฉายาว่า ”ไท่อิน” คนนั้น
เพราะขอบเขตสิบสี่ที่มีความอาวุโสแห่งใต้หล้ามีดสลัว ได้หมายตา ‘พิฆาต’ และ ‘ลงทัณฑ์’ ของเฉินผิงอันแล้ว
อู๋โจวที่เลื่อนขั้นอยู่ในขอบเขตที่ “ภายนอกมีรูปลักษณ์เป็นคน แต่ภายในว่างเปล่า” คราวก่อนที่ประชุมริมลำคลองของศาลบุ๋น
เฉินผิงอันเคยเจออีกฝ่ายครั้งหนึ่ง บุคลิกบารมีของอีกฝ่ายส่องประกายไม่ธรรมดา คือบุคคลที่เทียบกับผู้ฝึกกระบี่แล้วก็ยังเด็ดขาดคล่องแคล่วมากยิ่งกว่า
นี่หมายความว่าขอแค่วันใดที่อู๋โจวตัดสินใจจะลงมือก็จะต้องได้ผลลัพธ์ที่สิงโตจับกระต่ายใช้ทุกกำลังความสามารถที่มีอย่างแน่นอน
นางจะไม่มีทางเลอะเลือนเด็ดขาด ศึกท่ามกลางม่านฝนที่วัดเทียนกง ถึงอย่างไรเผยหมินก็ไม่ได้มีจิตสังหารมากนัก
เฉินผิงอันกลับไม่คิดว่าอู๋โจวที่ต้องการการหลอมวัตถุมาเสริมมรรคาจะมากริ่งเกรงในสถานะเหล่านั้นของตน
คราวก่อนที่ถูกผีตัวสำรองขอบเขตสิบสี่ตนหนึ่งลอบโจมตีในอารามเลี่ยนตัน ความจริงได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า
การวางแผนอย่างรัดกุมรอบคอบของเฉินผิงอันมีความจำเป็นอย่างมาก
หลังจากที่บรรพจารย์สามลัทธิสลายมรรคา เรื่องที่ผู้ฝึกตนบนยอดเขาจะทำย่อมไม่มีข้อพิถีพิถันมากขนาดนั้นอีกแล้ว
ในฐานะหนึ่งในวิธีการก้นกรุของเฉินผิงอัน ยันต์รักษาชีวิตที่เป็นกระดาษสีเขียวสามแผ่น เกี่ยวพันไปถึงแม่น้ำแห่งกาลเวลา
หน้าหนังสือพวกนี้เขาขอมาจากอาจารย์ ยันต์มือวีเสวียนเป็นผู้วาด
แต่ผู้ครองกระบี่เคยเตือนเฉินผิงอันว่ามียันต์แห่งกาลเวลาพวกนี้ติดกายก็ยังไม่ใช่แผนการที่รอบคอบรัดกุมอยู่ดี
ยกตัวอย่างเช่นหากเจอกับเฉินซิงหลิวคนพิฆาตมังกรที่หวนกลับมาเป็นขอบเขตสิบสี่อีกครั้งก็จะค่อนข้างยุ่งยากแล้ว
เว้นเสียจากว่าได้ครอบครองยันต์ใหญ่ที่มรรคาจารย์เต๋าหลอมกับมือตัวเองถึงจะเป็นแผนการที่รอบคอบไร้ช่องโหว่
สามารถทำให้ผู้หลอมลมปราณที่ขอบเขตต่ำกว่าสิบสี่ลงไปเท่ากับว่ามี “ชีวิต” เพิ่มมาอีกชีวิตหนึ่ง คือชีวิตที่ทั้งร่างกายและมรรคาล้วนดำรงอยู่
เจ้าอารามผู้เฒ่ายกชายแขนเสื้อขึ้น นับนิ้วคำนวณ หันหน้าไปมองยังทิศทางของเนินฝู่เหยาแล้วหัวเราะหยัน “มีเส้นเบาะแสมากมายขนาดนี้
ทั้งในที่มืดและที่สว่าง บ้างอำพราง บ้างแสดงให้เห็นชัดเจน ต่างก็ชี้ไปยังจุดหนึ่ง ปรากฏอยู่ใต้เปลือกตา แต่กลับแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น
บนโลกนี้จะมีเวทกระบี่สักกี่ประเภทที่กล้าเรียกตัวเองว่า “สูงส่งจนสื่อถึงทวยเทพ” ได้
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวรีบเงี่ยหูรอฟังประโยคถัดไป
เฉินหลิงจวินเผ่นเพื่อความปลอดภัยไปนานแล้ว
เด็กชายชุดเขียวที่ใต้ฝ่าเท้าทามันรู้สึกเพียงว่าเส้นทางภูเขาช่างยาวไกลเหลือเกิน ไม่ว่าจะชักเท้าออกวิ่งหรือจะทะยานลมหลบหนี
แม้กระทั่งการหดย่อพื้นที่ก็เอามาใช้แล้วแต่ทำไมไม่ถึงปลายทางสักทีนะ
เจ้าอารามผู้เฒ่าถาม “สหายป่ายจิงเคยเห็นยันต์กระบี่แล้วหรือ?”
เซี่ยโก่วพยักหน้า ใช้คำพูดที่เป็นศัพท์เฉพาะในวงการของเก่า “ของดีที่ช่วยเปิดประตูใหญ่”
เจ้าอารามผู้เฒ่าถาม ”สำหรับวิชากระบี่บรรพกาลบทนี้ เจ้าไม่เคยหวั่นไหวบ้างเลยหรือ?”
เซี่ยโก่วกลอกตามองบน “สำหรับข้าแล้วมันก็คือซี่โครงไก่”
หย่างจื่อไม่เคยบอกกับใครมาก่อนว่า ก่อนที่นางจะพิสูจน์มรรคาได้โชคร้ายถูกสงครามใหญ่ครั้งหนึ่งลามมากระทบ
ท่ามกลางสงครามที่น่าหวาดกลัวซึ่งเต็มไปด้วยกองกระดูกทับถมกัน นางเคยได้เห็นหนึ่งในห้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของยุคบรรพกาลกับตาตัวเอง
ดังนั้นฉายา “หย่างจื่อ” นี้ และยังมีนามแฝงว่า ‘จิงสิง” ที่ใช้ยามเป็นผู้ถวายงานของสกุลเหยาต้าเฉวียนในทุกวันนี้
ล้วนมาจากการพบเจอกันครั้งแรกที่ศักยภาพสูงต่ำแตกต่างกันในยุคบรรพกาลทั้งสิ้น
บุคคลที่ออกจากบัลลังก์เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหย่างจื่อผู้นั้นก้มหัวค้อมเอว ยื่นมือมากดหัวของหย่างจื่อเอาไว้
เห็นฝ่ายหลังเป็นเหมือนสัตว์เลื้อยคลานอัปลักษณ์ตัวหนึ่ง
ไม่รู้ว่าเหตุใด บุคคลที่ ”เทพอัคคีผู้ยิ่งใหญ่ หมื่นเทพล้วนต้องแหงนหน้ามอง (หย่างจื่อ) ประทับบนบัลลังก์ราชาสูง นึ่งภูเขาตำมหาสมุทร” ผู้นี้
ไม่เพียงแต่ไม่สังหารผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจที่ฝึกธาตุน้ำ กลับกันยังสอนวิชาอภินิหารบทหนึ่งให้กับหย่างจื่อด้วย
อารามฉงหยางในเมืองหลวงแคว้นอวี่เซวียนมีนักพรตเฒ่าคนหนึ่งที่ยังจดจำอดีตชาติของตัวเองไม่ได้ ตั้งฉายาให้ตัวเองว่า “หุยลู่”
ก่อนหน้านานกว่านั้น เฟิงอี่ไปพักอาศัยอยู่ในศาลเทพอัคคีของเมืองหลวงต้าหลี
ทั้งก่อนหน้าและทั้งช่วงหลัง คนเหล่านี้มีใครบ้างที่เฉินผิงอันไม่เคยเจอมาก่อน ไม่เคยพูดคุยกันต่อหน้ามาก่อน?
คนคนเดียว เรื่องราวเรื่องเดียว เจ้าหนูเจ้าจะไม่สนใจก็ได้ ใช้ไหวพริบไม่เพียงพอจึงปล่อยให้เรื่องผ่านไป
แต่พอเอามาเชื่อมโยงเข้าด้วยกันกลับยังจะแสร้งโง่อีกหรือ?
สะพานหินที่อยู่ระหว่างยอดเขาฮวาอิงและยอดเขาอิงอวี้ของภูเขาเที่ยวอวี้ น้ำตกไหลเทลงมาเป็นสาย สายรุ้งยาวพาดผ่านกลางอากาศ
เร็วไม่ปรากฏ ช้าไม่ปรากฏ แต่พอเจ้ากับหมี่ลี่น้อยเดินผ่านกลับปรากฏออกมา?
ภูเขาหวงหูกับทะเลสาบหวนเงี่ยนที่เกิดจากแอ่งเว้าเมื่อสำนักกระบี่หลงเฉวียนย้ายออกไปแล้วมีน้ำฝนตกลงมา
ประหนึ่งการพบเจอกันในภูเขาสายน้ำโดยไม่ต้องมีคำเอื้อนเอ่ย
ก็สอดคล้องกับของขวัญบางชิ้นที่คนบางคนมอบให้ในอดีตไม่ใช่หรือ?
บนแผ่นไม้ไผ่สีเขียว ใครกันที่เขียนประโยคว่าภูเขาและสายน้ำกลับมาบรรจบพบกันใหม่อีกครั้ง?
ยิ่งเจ้ารู้สึกว่าไม่เกี่ยวข้องกับความรักมากเท่าไร เจ้าก็ยิ่งรู้สึกละอายใจมากเท่านั้น
จับมือกันออกเดินทางไกล ใช้กระบี่ฟันเปิดเปลี่ยวร้าง ถามกระบี่กับปีศาจใหญ่หยวนซงแห่งภูเขาทั่วเยว่ที่สถานการณ์อันตรายอย่างถึงที่สุด
ลูกศิษย์คนแรกของบรรพบุรุษใหญ่ภูเขาทั่วเยว่มีกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตชื่อ “เสียงเซียง”
มีวิชาอภินิหารส่วนหนึ่งควบทั้งของ “นักจินตนาการ” และ ”ผู้ส่งเสียงสะท้อน” ซึ่งเป็นสองในสิบสองสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูง
ทำให้อื่นกวานหนุ่มเหมือนเห็นจิตมาร คือเสิ่นเวินเทพอภิบาลเมืองที่ปีนั้นเคยมอบจิตบุ๋นสีทองดวงหนึ่งให้กับเด็กหนุ่มสะพายกระบี่
ซึ่งตั้งข้อสงสัยถึงการไม่สังหารของนักบัญชีตอนอยู่ที่ทะเลสาบซูเจียน
ปีนั้นการปรากฏตัวของภิกษุชุดขาวที่กำราบจิตที่พยศดังวานรอยู่ในถ้ำภูเขา มีความหมายถึงการสงสัยต่อขอบเขตของการ ”ไร้ความผิด’
ที่ในอดีตเคยไล่ตามไขว่คว้าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
และยังมีฉีจิงชุน มีสตรีชุดเขียวคนหนึ่ง “นาง” ไม่ได้มีความคิดจะขวางทาง คล้ายกับว่าอยากได้คำตอบคำตอบหนึ่ง
คือเรื่องที่ต่งสุ่ยจิ่งเคยถามเฉินผิงอัน
ตอนนั้นคำถามของต่งสุ่ยจิ่ง ความหมายคร่าวๆ ก็คือภูเขาห้อยหัวที่อยู่ต่างบ้านต่างเมืองห่างไกลขนาดนั้น
ภูเขาเสินซิวที่อยู่ในบ้านเกิดใกล้ขนาดนั้น หากในใจไม่มีความคิดฟุ้งซ่าน ไฉนสองสถานที่นี้ถึงไปและไม่ไป?
เจ้าอารามผู้เฒ่าสะบัดชายแขนเสื้อ สลายท่วงทำนองแห่งมรรคาบางอย่างทิ้งไป
จุ๊ปากเอ่ยว่า “เพิ่งจะเป็นเซียนเหรินก็กล้าไปขัดขวางไม่ให้เฉินซิงหลิวส่งกระบี่ตัดหัวมังกร ไม่เห็นการช่วงชิงบนมหามรรคาเป็นเรื่องสำคัญเลยจริงๆ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!