เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1120

บทที่ 1120.4 ชื่อบนกระดานทองคำ
อวิ่นเซียนก็ไม่โมโห เจ้าสำนักน่าหลันพูดเรื่องจริง การฝึกตนก็เป็นแค่การฝึกตนจริงๆ เส้นทางการประลองวิชาหรือต่อสู้เอาชีวิตกับคนอื่น อวิ่นเซียนฝีมือห่วยแตกไม่เก่งเลยจริงๆ

อีกทั้งตอนนั้นน่าหลันไฉ่ฮ่วนยังเอ่ยคำพูดประหลาด บอกกับอวิ่นเซียนว่าไม่จำเป็นต้องดูแคลนตัวเองเกินไป เรื่องอย่างการเข่นฆ่ากับผู้อื่น นางไม่ได้อ่อนด้อยอย่างที่ตัวเองคิด

เพียงแค่ต้องทำซ้ำบ่อยๆ จำนวนมากเข้า ประสบการณ์โชกโชนแล้ว เจ้าอวิ่นเซียนก็จะต้องเป็นยอดฝีมือที่อำพรางตัวตนอย่างลึกล้ำ จะต้องเป็นปรมาจารย์ใหญ่ที่มีน้อยจนนับนิ้วได้ในด้านนี้อย่างแน่นอน ขอบเขตหยกดิบเจอกับขอบเขตเซียนเหรินก็ไม่เป็นรองให้แม้แต่น้อย

อวิ่นเซียนได้ยินแล้วก็ไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจ ไม่กล้าเห็นเป็นจริงเป็นจัง คิดแค่ว่าเป็นคำพูดปลอบใจของเจ้าสำนักน่าหลันเท่านั้น

น่าหลันไฉ่ฮ่วนนั่งอยู่ตรงตำแหน่งเจ้าประมุขที่อยู่ตรงกลาง อ้าปากหาว ฟังเรื่องการประชุมที่อยู่ด้านล่าง นางไม่กระฉับกระเฉงเลยจริงๆ

ส่วนใหญ่เป็นผู้คุมกฎอวิ่นเซียนและคนที่นั่งในเก้าอี้อันดับหนึ่งของสถาบันเฉวียนฝูที่พูดคุยกัน

“ผู้มีคุณูปการ” อย่างกลุ่มของเถียนซู่ แต่ละคนหากไม่ได้รับอนุภรรยาคนใหม่ หรือจัดงานเลี้ยงสุรา ก็กลายเป็นว่าข้างกายมีสาวใช้หน้าตางดงามเพิ่มมาหลายคน

ต่างก็เป็นการแสดงความเคารพและกตัญญูของพรรคบางส่วนที่ต้องการสวามิภักดิ์ต่อสำนักอวี่หลง ไม่มอบเงินให้ก็มอบสตรีให้ หรือไม่ก็มอบให้ทั้งสองอย่าง

น่าหลันไฉ่ฮ่วนมองบุคคลอันดับสี่ของสำนักอวี่หลงอย่างเถียนซู่ที่เป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่ง ฝ่ายหลังนั่งตัวตรงอย่างสำรวม ทำท่าเหมือนเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ อีกทั้งสายตายังมองตรงไม่ล่อกแล่ก

ทุกวันนี้ตาแก่บ้ากามผู้นี้ถือว่าเป็นคนซื่อตรงได้แล้วจริงๆ

เพียงแค่เพราะน่าหลันไฉ่ฮ่วนที่เป็นเจ้าสำนักคนใหม่ ก่อนหน้านี้ไม่นานได้เป็นฝ่ายไปเป็นแขกที่เกาะชื่ออวิ๋นด้วยตัวเอง พอเจอหน้ากัน นางไม่ได้โอภาปราศรัยอะไรทั้งนั้น ก่อกำเนิดเฒ่าที่เป็นเจ้าบ้านซึ่งรีบร้อนออกมาต้อนรับก็โดนกระบี่ไปหนึ่งที

น่าหลันไฉ่ฮ่วนถามไปประโยคหนึ่งว่า เข้าใจแล้วหรือยัง?

ก่อกำเนิดเฒ่าหยัดร่างให้มั่นคง นิ่งคิดอยู่พักหนึ่งก็พยักหน้าเงียบๆ

น่าหลันไฉ่ฮ่วนถามอีกประโยคหนึ่งว่า ให้โอกาสเจ้า ต้องการถอยออกไปจากทำเนียบของสำนักอวี่หลงหรือไม่?

ก่อกำเนิดเฒ่าถามว่าจากไปอย่างมีชีวิตอยู่ สามารถถอนตัวออกไปได้ทั้งตัว หรือว่าต้องถอนตัวออกไปพร้อมความตาย ถูกตัดชื่อออกจากทำเนียบ

น่าหลันไฉ่ฮ่วนไม่ได้เอ่ยอะไร

ก่อกำเนิดเฒ่าจึงบอกว่าตนยินดีอยู่ที่สำนักอวี่หลงหนึ่งร้อยปีโดยที่ไม่รับเงินเดือน ไม่ได้แสดงความจงรักภักดีอะไรต่อเจ้าสำนักคนใหม่ และไม่ได้เอ่ยถ้อยคำห้าวเหิมใดๆ เพราะไม่อาจหลอกน่าหลันไฉ่ฮ่วนได้

หัวการค้าของน่าหลันไฉ่ฮ่วนไม่ใช่แค่ดีธรรมดาเท่านั้น ขอแค่เป็นคนที่สามารถได้กำไรก้อนใหญ่อยู่ตลอดเวลาก็ต้องไม่ได้โง่อย่างแน่นอน

สุดท้ายน่าหลันไฉ่ฮ่วนยิ้มตาหยีเอ่ยเตือนอีกฝ่ายว่า วันหน้าหากยังกล้าน้ำลายไหลต่อผู้คุมกฎอวิ่นเซียน กล้าเพ่งสายตาเข้าไปในคอเสื้อของนางระหว่างการประชุมของศาลบรรพจารย์อีก จะตัดขาที่สามของเจ้าทิ้งซะ

ก่อกำเนิดเฒ่าเอ่ยเพียงว่าไม่กล้าอีกแน่นอน

น่าหลันไฉ่ฮ่วนหัวเราะเสียงดังลั่น บอกว่าเจ้าไม่ต้องรับรองอะไรกับข้า อย่างไรก็เป็นเรื่องเล็กที่ข้าปล่อยกระบี่ไปทีเดียวเท่านั้น ไม่สู้เจ้าสาบานกับน้องชายที่อยู่ในกางเกงดีกว่าว่าจะไม่ทำให้มันต้องถูกตัดเอาไปป้อนปลา

ตอนนั้นลูกศิษย์ผู้เป็นที่ภาคภูมิใจของเถียนซู่ ซึ่งเป็นบรรพจารย์ผู้คุมกฎคนเก่าของเกาะชื่ออวิ๋นและได้หนีภัยไปพร้อมกัน ก็ได้แต่มองอยู่ด้านข้างเงียบๆ ไม่เอ่ยอะไรสักคำ

เขาเป็นแค่โอสถทองเล็กๆ ไหนเลยจะกล้าช่วยพูดทวงความเป็นธรรมแทนอาจารย์ กลัวว่าพูดไปจะทำให้ตัวเองต้องตาย ส่วนที่ไม่ได้พูดออกไปก็จะทำร้ายอาจารย์เอาได้

รอกระทั่งน่าหลันไฉ่ฮ่วนขี่กระบี่จากไป ผ่านไปนานถึงหนึ่งเค่อ ผู้ฝึกตนโอสถทองก็ไม่เห็นว่าอาจารย์จะขยับเท้า จึงใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “อาจารย์?”

เถียนซู่ไม่ได้เอ่ยอะไร สภาพจิตใจของอาจารย์ดียิ่งนัก สีหน้าเป็นปกติธรรมชาติอยู่ตลอด เจอกับอันตรายก็ไม่ตระหนกลนลาน ไม่เสียแรงที่เป็นผู้พิชิตของพื้นที่หนึ่งซึ่งเป็นคอขวดขอบเขตก่อกำเนิดแล้ว

โอสถทองจึงถามว่า “ผู้ฝึกกระบี่ของที่นั่นล้วนเป็นกันแบบนี้หรือ?”

เถียนซู่กระแอมเบาๆ สองสามทีก่อนยิ้มเอ่ย ”ก็ไม่ใช่ทุกคน”

“หากจะพูดถึงความเจ้าเล่ห์และความใจกล้า พวกคนที่มีสิทธิ์ตัดสินใจของเรือข้ามทวีปทั้งหลาย มีใครบ้างที่ไม่ใช่พวกฉลาดสุดขีด เคยเห็นคลื่นมรสุมใหญ่กันมาก่อน พวกเขายังเอาชนะคนผู้นั้นไม่ได้ ยิ่งไม่อำมหิตเท่าคนผู้นั้น”

ว่ากันว่าปีนั้นอยู่ที่เรือนชุนฟาน คนแรกที่จะต้องตายไม่ใช่เจ้าของเรือหรือผู้ดูแลเรือที่อาละวาดด้วยความไม่พอใจ แต่กลับเป็นเซียนกระบี่หญิงบางคนที่ถือว่าเป็นคนของกำแพงเมืองปราณกระบี่เอง

และเซียนกระบี่หญิงคนนั้นก็คือน่าหลันไฉ่ฮ่วน เจ้าสำนักคนใหม่ ที่เกือบจะฟันก่อกำเนิดเฒ่าให้ตายด้วยกระบี่เดียว

เห็นว่าลูกศิษย์ยืนบื้ออยู่ตลอด เถียนซู่ก็ถอนหายใจอีกครั้ง “จ้าวฉุน อย่ามัวอึ้งอยู่เลย อาจารย์บาดเจ็บไม่เบา ช่วยประคองหน่อย”

โอสถทองรีบก้มหน้าค้อมเอว ยื่นมือไปประคองอาจารย์กลับไปที่จวนด้วยกัน

ออกมาจากท่าเรือ ขยับเข้าใกล้จวน เถียนซู่พลันแสดงสีหน้าเจ็บแค้น อดไม่ไหวด่าออกไปเบาๆ ”นังแพศยาน่าหลัน ทำลายเรื่องดีๆ ของข้า!”

โอสถทองตกใจสะดุ้งโหยง รีบเอ่ยเตือน ”อาจารย์ระวังหน่อย”

ก่อกำเนิดเฒ่าถอนหายใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความผิดหวัง พึมพำว่า “จ้าวฉุน อาจารย์ฝึกควบวิชาน้ำและไฟคู่กัน เจ้าเองก็รู้ดี แต่เจ้ากลับไม่รู้ว่าสตรีอย่างอวิ่นเซียนนั้นมีโอกาสสูงมากที่จะเรียนวิชาลับไม่แพร่งพรายบทหนึ่งของสำนักอวี่หลงเป็น”

“หากได้ฝึกบำเพ็ญตนคู่กับนาง อาจารย์ก็มีโอกาสจะฝ่าคอขวดขอบเขตก่อกำเนิดที่ติดค้างมาร้อยกว่าปีฟ้าผ่าก็ไม่สะเทือนนี้ไปได้ หาไม่แล้วอาจารย์จะวิ่งมาทำอะไรที่นี่ เกาะปื้อวี่ไม่มีแล้ว ไปที่ใบถงทวีป อย่าว่าแต่เป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งที่อัดอั้นตันใจเลย เปิดภูเขาก่อตั้งพรรคโดยตรงหรือเป็นราชครูให้กับสำนักแห่งหนึ่งก็ไม่ใช่ว่ายิ่งมีอิสระกว่าหรอกหรือ?”

ก่อนหน้านี้แสงกระบี่เส้นนั้นมองดูเหมือนตรงดิ่งมาที่สำนักอวี่หลง ไม่อิดออดชักช้าแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นชื่อน่าหลันไฉ่ฮ่วนหรือการส่งกระบี่ในวันนี้ ทั้งบุคคลและเรื่องราวล้วนสอดคล้องกับลักษณะนิสัยอย่างมาก

น่าหลันไฉ่ฮ่วนที่ความจริงแล้วซ่อนตัวอยู่ในเมฆเรืองรองแถบเล็กหรี่ตาลง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้าเบาๆ พอจะมั่นใจได้แล้วว่าเถียนซู่คือพวกคนที่บ้าตัณหาอย่างแท้จริง

คำพูดหยอกเย้าแทะโลมไม่กี่ประโยคก็ทำให้สตรีโง่อย่างอวิ่นเซียนตกใจกลัวได้แล้ว ไม่มีความคิดที่จะถือสาแม้แต่น้อย แต่น่าหลันไฉ่ฮ่วนกลับไม่เชื่อใจก่อกำเนิดเฒ่าที่จากไปแล้วหวนกลับคืนมาผู้นี้

ไม่ได้บอกว่าเขารักตัวกลัวตาย ผู้ฝึกลมปราณที่กลัวตายในใต้หล้าไพศาลมีมากมายดาษดื่น ไม่ได้ขาดแค่เขาคนเดียว ตื่นเช้ากลับค่ำ วิ่งวุ่นเหน็ดเหนื่อย แต่ละคนต่างก็มีวิธีการใช้ชีวิตเป็นของตัวเอง

แต่ห้ามแอบสมคบคิดกับสัตว์เดรัจฉานของเปลี่ยวร้างเด็ดขาด นี่ก็คือเส้นขีดจำกัดของน่าหลันไฉ่ฮ่วน

การประชุมในศาลบรรพจารย์สิ้นสุดลง ล้วนได้ข้อสรุปจากการตัดสินกันเองเป็นการภายใน ใครเล่าจะกล้ามีความเห็นต่าง

น่าหลันไฉ่ฮ่วนสลัดรองเท้าหุ้มแข้งออก นั่งขัดสมาธิอยู่บนเก้าอี้ รั้งตัวผู้คุมกฎอวิ่นเซียนไว้คนเดียว

อวิ่นเซียนเห็นว่าเจ้าสำนักไม่พูดอะไรก็เลยนั่งเหม่อเป็นเพื่อนอีกฝ่าย

นั่งเหม่อลอยเงียบอยู่นาน น่าหลันไฉ่ฮ่วนนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ก็เอ่ยว่า “เคยได้ยินเรื่องของผู้ชำระมลทินกับสายซีซานเจี้ยนอิ่นหรือไม่?”

สำหรับเหวยเหวินหลงที่ตอนนั้นยังเป็นแค่โอสถทองเล็กๆ เขาก็ยังไม่เคยมีมาดอะไรใส่อีกฝ่าย อยู่ที่คฤหาสน์หลบร้อน เจอกับพวกผู้ฝึกกระบี่รุ่นเยาว์ที่มีฝีมือในการบั่นทอนผู้อื่นอย่างมากกลุ่มนั้น ก็ยิ่งวางมาดที่ว่าหากใครด่าเขาสิบประโยคแล้วเขาตอบกลับไปประโยคหนึ่งก็ถือว่าเขาแพ้

มีเพียงกับน่าหลันไฉ่ฮ่วนเท่านั้นที่เซียนกระบี่หมี่ไม่เคยไว้หน้า เวลาเจอกันชอบตีหน้าเคร่งวางมาดใหญ่ใส่ อยู่ด้วยกันนานวันก็ยังไม่เคยแม้แต่จะชายตามองนางสักครั้ง

หากจะพูดถึงตอนที่ต้องคุยธุระสำคัญ ตรวจสอบบัญชี หากหมี่อวี้ทำหน้าบูดบึ้ง จงใจไม่สนใจนาง ในใจน่าหลันไฉ่ฮ่วนอาจจะรู้สึกดีหน่อย

ปัญหานั้นอยู่ที่ว่าพอเป็นเรื่องพวกนี้เขากลับจริงจังมาก ถึงขั้นที่เป็นฝ่ายมาขอวิชาความรู้จากนาง….น่าหลันไฉ่ฮ่วนจะไม่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันได้อย่างไร เจ้าคนใจดำอำมหิต ไม่เห็นเหล่าเหนียงอยู่ในสายตาเลยจริงๆ สินะ

ปีนั้นอยู่ที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ คนที่ด่าหมี่อวี้มากที่สุด รุนแรงที่สุด ไม่มีความกริ่งเกรงมากที่สุด บุรุษต้องเทียบกับสตรีไม่ได้แน่นอน

น่าหลันไฉ่ฮ่วนตอนอยู่ในสนามรบออกกระบื่อย่างดุดัน ด่าหมี่อวี้กลับยิ่งไม่ออมแรงมากยิ่งกว่า

ว่ากันว่าฉายาหมีปักลายบุปผา แรกเริ่มสุดก็เป็นน่าหลันไฉ่ฮ่วนที่ตั้งให้ ไม่ใช่ว่าชอบนอนเมามายอยู่บนเมฆเรืองรองหลากสีนักหรอกหรือ? เจ้าก็คือหมอนปักลายบุปผานั่นแหละ

คาดว่านี่ก็เป็นดั่งคำกล่าวที่ว่าแสวงหาแต่ไม่อาจได้มาครอง ในเมื่อรักแล้วไม่ได้ครอบครองก็เปลี่ยนจากความรักเป็นความแค้น

ต่อน่าหลันไฉ่ฮ่วนหยิ่งทระนงมากแค่ไหน นางก็จำต้องยอมรับว่าปีนั้นการออกกระบี่ของตนก็เรียนรู้มาจากหมี่อวี้

แล้วก็ไม่ใช่แค่นางคนเดียวที่เลียนแบบ แต่พวกผู้ฝึกกระบี่รุ่นเยาว์ของรุ่นนั้น ไม่ว่าชายหญิงต่างก็ชอบเรียนรู้วิธีการออกกระบี่มาจากหมี่อวี้แทบทั้งสิ้น

“หมีผ่าเอวตอนที่เป็นเซียนดินสองขอบเขต ต่างก็มีมาดของเซียนกระบี่ที่เป็นเอกลักษณ์”

ประโยคนี้เป็นเซียนกระบี่ผู้อาวุโสเฉินซีที่พูดเองกับปาก ตอนนั้นในบรรดาคนฟังก็มีน่าหลันเซาเหว่ยเป็นหนึ่งในนั้น

แน่นอนว่าน่าหลันเซาเหว่ยฟังเข้าหู แล้วนับประสาอะไรกับการออกกระบี่สังหารปีศาจของหมี่อวี้ คุณความชอบทางการสู้รบที่สะสมมาไว้ก็เป็นที่ประจักษ์ อีกทั้งหมี่อวี้ยังมีพี่ชายอยู่คนหนึ่ง ตอนนั้นหมี่สู้ก็เป็นเซียนกระบี่แล้ว

การแต่งงานครั้งนี้ ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เป็นคู่ที่มีฐานะเหมาะสมกัน ชายมีความสามารถหญิงงดงาม? หมี่อวี้กับน่าหลันไฉ่ฮ่วน ทั้งชายและหญิงต่างก็มีครบครันทั้งรูปโฉมและความสามารถ

น่าหลันไฉ่ฮ่วนโคลงศีรษะ ไม่คิดเรื่องวุ่นวายใจพวกนี้แล้ว อวิ่นเซียนลุกขึ้นบอกลา

น่าหลันไฉ่ฮ่วนหัวเราะคิกเอ่ยว่า “อวิ่นเซียนอ่า เจ้าอยากจะเลื่อนเป็นเซียนเหริน ข้ากลับมีคำแนะนำอย่างหนึ่ง”

อวิ่นเซียนพุ่งตัวออกไปจากศาลบรรพจารย์แล้ว เรือนกายอรชรอ้อนแอ้น ผ้าคาดเอวพลิ่วไหวไปตามสายลม ดุจเมฆคล้อยน้ำไหล

ที่ตั้งของสำนักอวี่หลงถือว่าอยู่ในน่านน้ำของทะเลใต้ ไม่ได้มีความสัมพันธ์เป็นนายบ่าวอะไรกับจวนวารีมหาสมุทรทักษิณ

สุ่ยจวินหลีเย่โหวที่มีฉายาเทพว่าเจียวเยว่ แม้ว่าจะไม่เคยมาเยือนสำนักอวี่หลงด้วยตัวเอง แต่ก็ได้ส่งเทพหญิงขุนนางหลักของกองระเบียบพิธีการมาที่นี่

ในจวนวารีทะเลบูรพา น่าหลันไฉ่ฮ่วนกลับพอจะมีเส้นสายอยู่บ้าง

ปีนั้นนางที่เป็นผู้ฝึกตนทำเนียบของตำหนักสุ่ยจิงภูเขาห้อยหัวกับผู้ฝึกตนหญิงของฝูเหยาทวีปที่มีชื่อเล่นว่าอาอู่ มีชื่อจริงว่ากงเยี่ยน เคยทำการค้าร่วมกันมาก่อน

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!