ตอนที่ 1237-2 ระบำนกยูงสะเทือนบลูสตาร์ (2)
ไม่ใช่แค่ทีมฉินโจวเท่านั้น
แม้แต่ผู้ชมชาวฉินโจวเองก็เริ่มเงียบเชียบ
ส่วนทีมจากทวีปอื่นๆ ก็ต่างมีอารมณ์ปะปนกันไป
“ดูการแสดงของเยี่ยนโจวครั้งนี้แล้ว ต้องยอมรับจริงๆ ว่าเอฟเฟ็กต์เวทีเป็นสิ่งที่สำคัญขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในรายการแข่งขันลักษณะนี้”
“สิ่งหลักๆ เลยคือการสร้างบรรยากาศ”
“นี่มันไม่เหมือนกับมหกรรมดนตรีบลูสตาร์หรือพวกรายการจัดอันดับประจำฤดูกาล”
“การแข่งพวกนั้น แค่ร้องเพลงให้ดีๆ ก็พอ แต่ที่นี่กลับต้องพึ่งพาเอฟเฟ็กต์เวทีอย่างมาก ต้องทำให้เพลง เวที และการเต้นกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ทำให้ผู้ชมให้ได้มากที่สุด”
“ฉินโจวนี่ซวยจริงๆ ”
“เอาจริงๆ ที่ฉินโจวแพ้มาหลายรอบ ก็แพ้ตรงเอฟเฟ็กต์เวทีนี่แหละ เพลงของพวกเขาเองไม่ได้ด้อยกว่าคู่แข่งเลย”
“รอบนี้ก็เหมือนกัน”
“คราวหลังพวกเราต้องให้ความสำคัญกับเอฟเฟ็กต์เวทีให้มากกว่านี้ การเสียเปรียบของฉินโจวครั้งแล้วครั้งเล่า ก็คือบทเรียนราคาแพงที่ย้ำเตือนพวกเราอีกครั้งหนึ่ง”
…
บนเวที
พิธีกรอันหงก้าวออกมาข้างหน้าอีกครั้ง สีหน้าเต็มไปด้วยความซาบซึ้งกล่าวว่า “เมื่อการร่ายรำและเสียงเพลงผสานเข้าด้วยกัน ก็เปรียบได้กับสุราล้ำค่าที่หายากบนโลกมนุษย์ ผมไม่อาจแยกประเมินได้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเพลงหรือการเต้น ทั้งสองสิ่งต่างเกื้อหนุนกันและกัน ขอบคุณทีมเยี่ยนโจวสำหรับการแสดงอันยอดเยี่ยม และตอนนี้ ความกดดันได้ตกมาสู่ฝั่งทีมฉินโจวของเราแล้ว ในฐานะคู่ต่อสู้ พวกเขาจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับเยี่ยนโจวอย่างตรงไปตรงมา!”
เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ อันหงพลันเปลี่ยนโทนเสียงขึ้นทันที “แต่ทีมฉินโจวของเรา ก็ไม่อาจมองข้ามได้เช่นกัน ผู้ประพันธ์เพลงคืออาจารย์ลู่เซิ่ง ผู้ขับร้องคืออาจารย์เว่ยห่าวอวิ้น และที่ต้องขอแนะนำเป็นพิเศษก็คือ ผู้รับผิดชอบเวทีของทีมฉินโจวในรอบนี้คืออาจารย์เซี่ยนอวี๋ ผู้ครองอันดับที่สิบเอ็ดบนการจัดอันดับสาขาการเต้นรำของบลูสตาร์ ขอเชิญทุกท่านรับชมการแสดงของพวกเขาได้เลย!”
เซี่ยนอวี๋!?
แม้ผู้ชมจะรู้กันอยู่แล้วว่าเซี่ยนอวี๋คือผู้รับผิดชอบเวทีของทีมฉินโจวในรอบนี้ แต่เมื่อวานในรายการก็ชี้แจงชัดเจนว่า
เซี่ยนอวี๋แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะเปลี่ยนการออกแบบเวทีซึ่งถูกกำหนดไว้แล้ว ภายในเวลาเพียงสามวัน!
แล้วทำไมอันหงถึงยังต้องเน้นแนะนำตัวตนของเซี่ยนอวี๋อีก?
หรือว่า ภายในสามวัน เซี่ยนอวี๋สามารถปรับกลยุทธ์เวทีที่ถูกกำหนดไว้แล้วของฉินโจวได้จริงๆ ?
“จะไหวหรือ?”
“พ่อเพลงอวี๋เล่นจริงเลยหรือ?”
“สามวันจะไปทำอะไรทัน?”
“หรือว่าโดนบังคับให้ขึ้นเวที?”
“แบบนี้มันจะฝืนเกินไปหรือเปล่า?”
“แถมคู่แข่งก็ยังแข็งแกร่งสุดๆ อีก!”
“พ่อเพลงอวี๋นี่เหมือนถูกบังคับให้รับภารกิจยามคับขัน รับของร้อนมาใส่มือเต็มๆ เลยนะ”
“เฮ้อ”
“ก็ดูกันไปก่อนแล้วกัน”
“ถึงยังไงการออกแบบเวทีของพ่อเพลงอวี๋ก็น่าจับตาอยู่แล้วละ เพียงแต่เวลาสามวันนี่สั้นเกินไปจริงๆ อย่าไปตั้งความหวังสูงเกิน ให้อภัยกันหน่อยเถอะ ถึงยังไงสถานการณ์นี้พิเศษจริงๆ ”
…
ห้องรับรองของฉินโจว
อวิ๋นถงถงลุกขึ้น
เว่ยห่าวอวิ๋นลุกขึ้น
ลู่เซิ่งวางแท็บเล็ตที่กำลังถ่ายทอดสดลงแล้วพูดว่า “พยายามให้เต็มที่ก็พอ ทำให้ดีที่สุด ไม่เสียใจภายหลัง”
“พวกคุณทำได้แน่นอน”
หลินเยวียนก็ยิ้มให้กำลังใจเช่นกัน ระบำนกยูงของหยางลี่ผิง เคยคว้ารางวัลนานาชาติให้แดนตะวันออก และทำให้ผู้ที่รักการเต้นรำทั่วโลกต่างชื่นชมและยกย่อง
เว่ยห่าวอวิ๋นยิ้มขมขื่น
“สิ่งที่ฉันกลัวไม่ใช่แพ้คู่แข่ง แต่กลัวแพ้อาจารย์ถงถงมากกว่า แบบนั้นฉันก็คงกลายเป็นแค่นักร้องประกอบไปเลย”
ลู่เซิ่งงงงวย หมายความว่าไงกันแน่?
แต่อวิ๋นถงถงกลับหัวเราะสดใสแล้วพูดว่า
“พี่ห่าวอวิ๋นอย่าถ่อมตัวเลย ถึงฉันจะเต้นประกอบเก่งแค่ไหนก็ไม่อาจกลบเสียงร้องของพี่ได้หรอก เราต้องช่วยกันให้ทั้งสองฝั่งโดดเด่นไปด้วยกันต่างหาก”
เว่ยห่าวอวิ๋นพยักหน้า
ทั้งสองก้าวเดินไปยังเวทีมืดสนิท
พรึบ!
แสงไฟสาดสว่างขึ้นอีกครั้ง!
ผู้ชมทั้งหมดมองเห็นเว่ยห่าวอวิ๋นและอวิ๋นถงถงบนเวที
อวิ๋นถงถงยืนอยู่กลางฟลอร์เต้นรำ ศีรษะประดับด้วยขนนกยูง กระโปรงประดับชายขอบสีฟ้าอ่อน แทบจะดูเหมือนนกยูงทั้งตัวที่มีสีน้ำเงินเป็นหลัก รวมถึงการแต่งหน้าก็ลงตัวกับธีมนี้
ส่วนเว่ยห่าวอวิ๋นยืนอยู่บนขั้นบันไดที่สูงกว่า
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ชมย่อมสามารถมองเห็นอวิ๋นถงถงเต้น และพร้อมกันนั้นก็มองเห็นเว่ยห่าวอวิ๋นร้องเพลง
ปลายนิ้วทั้งห้าขยับเปลี่ยน!
ปากนกยูงเผยออก!
จิตวิญญาณของผู้เต้นรวมเป็นหนึ่งเดียวกับรูปลักษณ์ของนกยูงอย่างแนบแน่น ขนหางนกยูงสีฟ้าสลับขาวราวกับแขวนอยู่เหนือฟากฟ้า ลึกซึ้งและผุดผ่อง แสงไฟบนเวทีก็เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินทั่วทั้งฟ้า ทำให้เวทีอันยิ่งใหญ่กลายเป็นดั่งบัลลังก์บงกชที่ลอยเหนือโลกีย์ทั้งปวง
ท่ามกลางเสียงดนตรีที่ราวกับมาจากสวรรค์
อวิ๋นถงถงแทบหลอมรวมเป็นหนึ่งกับเสียงไวโอลินอันเงียบสงบและห่างไกล กลืนกับม่านและแสงไฟอย่างสมบูรณ์
ศักดิ์สิทธิ์!
โปร่งเบา!
และในจังหวะที่ร่างกายเธอไหวเบาๆ ดวงตาของอวิ๋นถงถงก็ยังคงเหมือนจะเปิดกึ่งจะปิด ราวกับกำลังดื่มด่ำอยู่กับการตื่นรู้ที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ
เธอไม่จำเป็นต้องมองใคร
แม้แต่ยามเชิดหน้าขึ้น ดวงตาก็ยังคงจ้องมองลงมาอย่างหยิ่งผยอง
มนุษย์และเทพรวมเป็นหนึ่ง
ไร้มลทินจากโลกีย์
เมื่ออินโทรสิ้นสุด เสียงกลองเบาๆ แทรกเข้ามา และเสียงร้องของเว่ยห่าวอวิ๋นก็ดังขึ้น
ยิ่งใหญ่!
ล่องลอย!
อวิ๋นถงถงก้าวย่างอย่างอ่อนช้อยราวลมพลิ้ว ท่วงท่าอันอ่อนหวานละไมงดงาม อ่อนโยนพลิ้วไหวประดุจสายลม บริสุทธิ์ไร้มลทิน แขนเสื้อขาวสะบัดก่อเกิดสายลมคลอเคลีย ขับให้เสียงดนตรีใสกระจ่างสะท้อนก้องในโสตประสาท
บนหน้าจอขนาดใหญ่ของเวที
ภาพดวงจันทร์ยามวสันตฤดูดวงกลมโตปรากฏดังคันฉ่องส่องสวรรค์
ภายใต้แสงจันทร์ หญิงสาวบ้างก็ยกแขนค้อมคิ้วต่ำ บ้างก็แผ่วปล่อยฝ่ามือราวเมฆ ละเอียดอ่อนและเปี่ยมชีวิตชีวา
งดงามเหนือจินตนาการ
เธอไม่ต้องการท่าทางที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ไม่จำเป็นต้องมีท่าซ้ำๆ เพื่อสร้างภาพประทับใจให้ผู้ชม การร่ายรำของอวิ๋นถงถงยึดธรรมชาติเป็นหลัก และสามารถประสานกับเสียงเพลงได้อย่างกลมกลืน แม้แต่ความงามของการเคลื่อนไหวอันละเอียดอ่อนและความสง่างามเชิงโครงสร้างก็ดูเหมือนว่าได้ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อบทเพลง หรือบางที บทเพลงอาจมีไว้เพื่อการร่ายรำนี้ก็เป็นได้
เสียงดนตรีคือพระเอก!
การร่ายรำก็คือพระเอก!
ไม่มีใครแย่งซีน ไม่มีใครชิงแสง ทั้งสองเป็นหนึ่งเดียว ความงามประสานกันเป็นหนึ่งเดียวดั่งฉินและผีผา
……………………………………………………

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน
ตอน 837-839 ไม่มีข้อความเลยครับ...