ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน หลังจากผ่านการคัดเลือกคนแล้วนั้น นักเรียนในสถาบันทางการทหารนั้นมีมากถึงสามสิบนาย
มีทั้งทหารที่เคยเข้าร่วมรบ ทั้งยังมีท่านแม่ทัพที่เคยเป็นขุนนาง ยังมีเหล่าผู้คนที่คุ้นเคยกับการออกศึกและต้องการอุทิศตนเพื่อรับใช้ประเทศชาติอีกด้วย
ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นการฝึกฝนแม่ทัพ เหล่าราษฎรคนธรรมดานั้นยากที่จะเข้ามาร่วมเรียนด้วยได้
อาจารย์ในสถาบันทางการทหารนั้นตอนนี้มีเพียงสามคน
นอกจากเฟิ่งจิ่วเหยียนแล้วนั้น ยังมีอาจารย์ที่สอนด้านกลยุทธ์ เช่นการวาดแผนภูมิประเทศ การวางแผนการจัดกองกำลังพล หรือการสร้างข้อความลับ อาจารย์อีกท่านหนึ่งนั้นจักสอนวิธีการจดจำ การใช้งานคนรวมไปถึงการต่อสู้ด้านจิตวิทยา
ก่อนที่ชั้นเรียนของสถาบันทหารจะเริ่มต้นขึ้นนั้น เฟิ่งจิ่วเหยียนจึงยุ่งวุ่นวายเป็นอย่างมาก
นางต้องคิดว่า ตนเองจักสอนอะไรพวกเขาและจะสอนพวกเขาเช่นไร
ตกกลางคืน เซียวอวี้ที่เสด็จมายังตำหนักหย่งเหอนั้น เมื่อเห็นตำราทางการทหารมากมายวางอยู่บนโต๊ะ รวมไปถึงบรรดารายชื่อของนักเรียนที่เข้ามาร่วมชั้นสถาบันทหาร
หลังจากที่เขาหยิบขึ้นมาอ่านก่อนจะพลิกไปพลิกมาอยู่ครู่หนึ่ง
มีหลายชื่อที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตาไม่น้อย
เมื่อเห็นว่าเฟิ่งจิ่วเหยียนเตรียมตัวเป็นอย่างดีเช่นนี้ แม้แต่เขาเองก็นึกอยากจะเข้าไปนั่งเรียนด้วยเช่นกัน
“ฮองเฮาเมื่อใดก็สอนเราด้วยสิ”
เซียวอวี้พลันวางรายชื่อเหล่านั้นลง ก่อนจะเข้าไปนั่งข้างกายนาง แววตาเผยให้เห็นถึงความอ่อนโยนเจือไปด้วยความเหนื่อยล้า
เฟิ่งจิ่วเหยียนพลางเงยหน้าขึ้นจากตารางงานที่ยุ่งเหยิงของตนเอง ก่อนจะแสดงสีหน้าจริงจังออกมา
“ท่านจักแต่งตั้งให้หม่อมฉันเป็นราชครูงั้นหรือเพคะ?”
เซียวอวี้พลางหัวเราะออกมา ก่อนกอดนางเอาไว้ “ก็ได้ เจ้าอยากจะทำอะไร ล้วนทำได้หมด”
เฟิ่งจิ่วเหยียนผลักเขาออกไป พลางกล่าวออกมาด้วยท่าทีดูรังเกียจขึ้นมาเล็กน้อย
“อย่าสร้างปัญหา หม่อมฉันยังมีเรื่องที่ต้องสะสางอยู่อีก”
“เราอุตส่าห์รีบสะสางงานของตนเองเพื่อมาเจอเจ้า เหตุใดเจ้ายังมิคิดสนใจเราอีก? สถาบันทหารสำคัญมากกว่าเราหรืออย่างไร?”
เฟิ่งจิ่วเหยียนได้ยินท่าทีไม่พอใจของเซียวอวี้นั้น จึงวางแผนที่ในมือของตนเองลง ก่อนจะหันกายไปจับใบหน้าเขาเอาไว้ ก่อนจะจุมพิตลงไปที่ริมฝีปากในทันที
“แค่นี้ พอหรือไม่เพคะ?”
การปลอบโยนแบบขอไปทีของนางเช่นนี้ แน่นอนว่าเซียวอวี้มิมีทางตกลง
ทว่า เมื่อเห็นท่าทีจริงจังของนางแล้วนั้น เขาก็มิกล้าเข้าไปวอแวกับนางอีก
“ติดหนี้เอาไว้ก่อน” เซียวอวี้กล่าวออกมาด้วยท่าทีจริงจัง
เซียวอวี้พลางเอ่ยออกมาออกมาด้วยความเป็นห่วงเป็นใยว่า “มีสิ่งใดให้เราช่วยหรือไม่?”
เฟิ่งจิ่วเหยียนพลางตอบออกมาโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าว่า
“ไม่มีเพคะ พระองค์ไปพักผ่อนเถิดเพคะ”
เซียวอวี้พลางถอนหายใจออกมา
หากให้เขานอนเดียวดายอยู่บนหมอนนั้น เขายอมที่จะรอนางดีกว่า
ทว่า ผ่านไปค่อนคืนแล้ว เฟิ่งจิ่วเหยียนก็ยังคงยุ่งอยู่กับการวาดภาพไม่มีหยุด
เซียวอวี้มิอาจทนรอต่อไปได้อีก ก่อนจะเข้าไปอุ้มนางขึ้นมา
“จิ่วเหยียน ดึกมากแล้ว”
“หม่อมฉันยัง...”
“ส่วนที่เหลือค่อยมาทำพรุ่งนี้ เรามิอยากเจ้าเหนื่อยเกินไป”
พูดจบ เซียวอวี้ก็อุ้มนางไปที่เตียงในทันที
ทว่า……
หลิวซื่อเหลียงก้มหน้าลงไปมองแส้ขนหางจามรีที่อยู่ในมือของตนเอง ก่อนจะร่ำไห้ออกมาอย่างไม่มีเสียง
แส้ขนหางจามรี เมื่อไหร่จะถูกย้อมกลับมาเป็นดั่งเดิมเสียที?
ขันทีตัวน้อยพลันวิ่งเข้ามา ก่อนจะพยายามระงับความตื่นเต้นของตนเอง พลางกระซิบเสียงเบาว่า
“ท่านพ่อบุญธรรม อย่าว่าไป แส้ขนหางจามรีสีแดงนี้โดดเด่นยิ่งนัก ข้ามองเห็นท่านแต่ไกล ๆ เชียว!”
หลิวซื่อเหลียงโมโหมากจนอยากจะตีใครสักคน
เจ้าลูกเลว! หน้าตายยิ่งนัก!
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
ขันทีตัวน้อยพลางหัวเราะออกมาเบา ๆ “ท่านพ่อบุญธรรม ข้าหาได้ยินรับสั่งให้ตั้งสำรับมื้อเช้าไม่ จึงออกมาดู มิคิดเลยว่าฝ่าบาทยามที่ฝึกเพลงดาบนั้น จักมีท่วงท่าที่สง่างามเช่นนี้! ลมดาบนั้นคมกริบ นับว่าเป็นเพลงดาบที่ดีจริง ๆ ! ”
หลิวซื่อเหลียง: เหตุใดคำพูดเหล่านี้หาได้ฟังเข้าหูเขาไม่?
อีกด้านหนึ่ง
ด้านนอกวังหลวง
ภายในโรงพักแรม
“นายท่าน ท่านจะไปที่สถาบันทหารงั้นหรือขอรับ? หากว่าถูกคนล่วงรู้ตัวตนขึ้นมา เกรงว่า…”
ดวงตาของชายผู้นั้นพลันมืดครึ้มและเจือไปด้วยความลึกล้ำ
“แม้เจอหน้าแต่มิรู้จักกัน เจ้ามิคิดว่ามันน่าสนุกงั้นหรือ?”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย
ขึ้นแต่โฆษณาบัง ออกไม่ได้ ต้องทำยังไงคะ...
มีเหรียญอยู่ 1000 เหรียญ แต่ปลดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ ช่วยบอกวิธีแก้ไขด้วยค่ะ...
ช่วยแกปัญหาให้ด้วยค่ะ...
ปลดล็อกตอนไม่ได้ค้ะ...
แก้ปัญหาด้วยค่ะ...
มีเหรียญแต่ปลดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ...
ปลดล็อกไม่ได้ค่ะ...
ปลดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ...
ปลดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ ช่วยบอกวิธีแก้ปัญหาให้ด้วยค่ะ...
ปอดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ ช่วยบอกวีธีแก้ไขให้ด้วยค่ะ...