เฟิ่งจิ่วเหยียนพลันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหันไปเอ่ยถามกับเซียวอวี้
“ลูกของท่าน?”
เซียวอวี้เพียงรู้สึกว่าเป็นเรื่องไร้สาระเท่านั้น
“หาใช่ของเราไม่”
ครู่หนึ่ง ราวกับเซียวอวี้ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “หรือว่า…”
ยามที่เกิดความชุลมุนในวิหารบรรพบรุษนั้น มู่หรงหลันตามหาเด็กที่มีรูปร่างคล้ายกับเขาแล้วเอามาแอบอ้างว่าเป็นทายาทของเขากัน
หลังจากที่พรรคเทียนหลงพ่ายแพ้ไปแล้วนั้น เด็กคนนั้นก็ถูกโยนเข้าไปในคุกเทียนเหลา
หลังจากที่รุ่ยอ๋องสืบความแล้วนั้น ก็พบว่าเด็กคนนั้นถูกพรรคเทียนหลงนำไปชุบเลี้ยงใช้งาน เขาถูกขโมยตัวมาจากบิดามารดาที่แท้จริงของตนเอง
หลังจากตามหาจนพบว่า ครอบครัวนี้หาได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคเทียนหลงไม่ รุ่ยอ๋องจึงจัดการส่งเด็กให้กลับไปอยู่ข้างกายบิดามารดาที่แท้จริงของตนเองอีกครั้ง
……
เพื่อป้องกันมิให้เด็กคนนี้เอ่ยเรื่องไร้สาระออกมาที่หน้าประตูวังหลวง เฉินจี๋จึงนำเด็กคนนั้นเข้าวังมาทำการสอบสวน
เป็นดั่งที่เซียวอวี้คิดเอาไว้ เป็นเด็กคนนั้นจริง
ทั้งยังคงสวมใส่เสื้อผ้าตัวเดิม ทว่า ใบหน้ากลับซูบผอมมากกว่าเดิมเสียอีก
เมื่อเห็นเซียวอวี้นั้น เด็กคนนั้นพลางเอ่ยถามออกมาด้วยท่าทีเสียใจว่า
“เสด็จพ่อ เหตุใดท่านมิต้องการข้าแล้ว!”
ดวงตาของเซียวอวี้พลันเต็มไปด้วยความเย็นชา
“เรามิใช่เคยกล่าวไปแล้วหรือ หากยังเรียกขานเราแบบนี้อีก เราจะตัดลิ้นของเจ้าเสีย! เฉินจี๋!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
เด็กคนนั้นพลันตัวสั่นไปด้วยความหวาดกลัว
“ทว่า พวกเขาเคยกล่าวว่า ท่านเป็น...”
ใบหน้าของเซียวอวี้หาได้มีความอดทนหลงเหลืออยู่ไม่ ก่อนจะหันไปสั่งการกับเฉินจี๋ว่า
“ส่งเขากลับไป กำชับบิดามารดาของเด็กคนนี้ด้วยว่า หากยังมิรู้จักดูแลบุตรของตนเองให้ดีอีก เช่นนั้นก็อย่าเลี้ยงเขาอีกเลย”
เซียวอวี้พลันหันกายจากไปด้วยความไร้ใจ ทิ้งไว้เพียงเด็กน้อยที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
ในวันนั้น องครักษ์ก็ตามหาบิดามารดาของเด็กคนนี้จนเจอ
พวกเขาเองก็ทำอันใดไม่ถูกเช่นกัน ก่อนจะเอ่ยสารภาพกับเฉินจี๋ออกมา
“ยามที่บุตรชายของข้าถูกขโมยตัวไปนั้น เมื่อกลับมาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาเช่นนี้ เด็กคนนั้นกลับมิอาจคุ้นชินกับชีวิตที่ยากลำบากเช่นนี้ได้ ทั้งยังเอาแต่กล่าวว่าฮ่องเต้เป็นบิดาของตนเอง พลางกล่าวว่าในภายภาคหน้าเขาจักต้องขึ้นเป็นองค์รัชทายาท เป็นฮ่องเต้คนต่อไป ข้าน้อยเองก็มิรู้ว่าจักต้องทำเช่นไรเหมือนกันขอรับ!”
เฉินจี๋มิอาจช่วยอันใดพวกเขาได้
เขาพลางเอ่ยเตือนออกมาด้วยใบหน้าที่ไร้อารมณ์ว่า
“ฝ่าบาทไว้ชีวิตเขาแล้วครั้งหนึ่ง นับว่าเป็นความเมตตาที่พระองค์มีให้ต่อพวกเจ้าแล้ว ไสหัวไปเสีย!”
เมื่อสองสามีภรรยาไปรับเด็กมานั้น กลับพบว่าเด็กคนนี้มิอาจเอ่ยวาจาได้อีกต่อไป
พวกเขามีท่าทีตกใจไปในทันที
เฟิ่งจิ่วเหยียนจึงเอ่ยขึ้นมาว่า
“ในฐานะสายลับแล้วนั้น หากว่านางอยากสังหารท่าน แม้พลาดพลั้งถูกจับตัวเอาไว้ได้ ย่อมต้องเลือกหนทางนิ่งเงียบ มิเช่นนั้นก็กินยาพิษปลิดชีพตนเอง มากสุดคือการยอมรับโทษฐานลอบปลงพระชนม์ ทว่า นางกลับเลือกที่จะเปิดเผยเรื่องราวความจริงของการสิ้นพระชนม์ของฮ่องเต้พระองค์ก่อนขึ้นมา
“เรื่องนี้หาได้เป็นประโยชน์ต่อนางไม่ มีแต่จะส่งผลเสีย
“การกระทำของนางเพียงเพื่อต้องการให้ท่านโมโหนั้น หาได้คุ้มค่าไม่
“คำพูดของนาง มิอาจเชื่อถือได้”
เซียวอวี้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก
“นั่นก็จริง เรารู้สึกว่าการที่นางกล่าวสารภาพว่าเป็นเป่ยเยี่ยนนั้น นับว่าง่ายดายเกินไป อีกทั้ง เป่ยเยี่ยนจักโง่เง่าถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกัน ถึงได้ส่งผู้ที่มิได้มีแผนการอันใดมาลอบสังหารเช่นนี้?”
“ราวกับว่าปล่อยให้นางมาติดกับดักเสียมากกว่า” เฟิงจิ่วเหยียนคาดเดาออกมา “นี่หาใช่สายลับไม่ แต่เป็นเหมือนกับหน่วยกล้าตายเสียมากกว่า”
หน่วยกล้าตายอย่างไรก็คือหมากที่ตายไปแล้ว
เกรงว่าหมากในตรานี้ คงมีคนต้องการทำให้เกิดความสับสนอย่างแน่นอน
เฟิงจิ่วเหยียนจึงเอ่ยขึ้นมาอีกว่า: “เกรงว่ามีคนต้องการยั่วยุให้หนานฉีและเป่ยเยี่ยนเกิดความขัดแย้งกัน ถึงได้สร้างกระดานหมากขึ้นมาเช่นนี้”
ในช่วงสองปีที่ผ่านมานั้น พวกเขาต่างก็ก่อสงครามกับเป่ยเยี่ยนมาแล้วสองครั้ง
เป่ยเยี่ยนเองก็สูญเสียทหารไปหลายแสนนาย ส่วนหนานฉีเองก็พบเจอกับความสูญเสียด้วยเช่นกัน
เกรงว่าคงมีคนได้ประโยชน์จากเรื่องนี้กระมัง
ดวงตาของเฟิ่งจิ่วเหยียนพลันฉายความมืดดำออกมาในทันที

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย
ขึ้นแต่โฆษณาบัง ออกไม่ได้ ต้องทำยังไงคะ...
มีเหรียญอยู่ 1000 เหรียญ แต่ปลดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ ช่วยบอกวิธีแก้ไขด้วยค่ะ...
ช่วยแกปัญหาให้ด้วยค่ะ...
ปลดล็อกตอนไม่ได้ค้ะ...
แก้ปัญหาด้วยค่ะ...
มีเหรียญแต่ปลดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ...
ปลดล็อกไม่ได้ค่ะ...
ปลดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ...
ปลดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ ช่วยบอกวิธีแก้ปัญหาให้ด้วยค่ะ...
ปอดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ ช่วยบอกวีธีแก้ไขให้ด้วยค่ะ...