“สิ่งที่มู่เหยี่ยพูดมาเป็นความจริงอย่างนั้นหรือ?” สีหน้าฮ่องเต้เปลี่ยนเล็กน้อย เอ่ยถามด้วยเสียงเย็นชา
“เป็นความจริงเพคะ” ฉินเหยี่ยนเย่ว์หยิบปิ่นปักผมอันหนึ่งออกมาจากกระเป๋าลับในแขนเสื้อ ปิ่นปักผมใช้ผ้าเช็ดหน้าห่อเอาไว้ บนผ้าเช็ดหน้ายังเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดอีกเล็กน้อย
“นี่คืออาวุธที่ใช้สังหารคนเพคะ”
ฮ่องเต้ขมวดคิ้ว พระองค์หันไปพยักหน้าให้ขันทีที่อยู่อีกด้าน
ขันทีผู้นั้นนำปิ่นปักผมมาจนถึงด้านหน้าพระองค์ด้วยท่าทีเคารพนอบน้อม
หลายคนได้ยินฉินเหยี่ยนเย่ว์ยอมรับว่าสังหารคนอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ ก็รู้สึกว่าเรื่องนี้น่าสนุกมากขึ้นเรื่อย ๆ
ฮองเฮาลอบยินดีอยู่ในใจ
หลังจากพบว่ามีความผิดฐานฆาตกรรม ฉินเหยี่ยนเย่ว์จะต้องเข้าคุกอย่างแน่นอน
ขอเพียงนางเข้าคุก เช่นนั้นก็ช่วยไม่ได้แล้ว
“หม่อมฉันยอมรับ เป็นหม่อมฉันเองที่สังหารนางกำนัลผู้นั้น” ฉินเหยี่ยนเย่ว์กล่าวด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด “ปิ่นอันนี้เป็นของผู้ตาย แต่ก่อนที่นางจะตายนั้น คิดจะใช้ปิ่นมาลอบสังหารหม่อมฉัน ภายใต้สถานการณ์คับขัน หม่อมฉันถูกบีบให้ป้องกันตัว จึงพลั้งมือสังหารนางกำนัลผู้นั้นเพคะ”
“ทุกประโยคที่หม่อมฉันพูดล้วนเป็นความจริง หาได้กล่าวเท็จแม้แต่น้อยไม่ หากไม่เชื่อ สามารถเชิญหมอหลวงและนักชันสูตรมาชันสูตรศพได้เพคะ”
“แต่ ไม่ว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร นางกำนัลผู้นั้นได้ตายด้วยน้ำมือของหม่อมฉัน ผู้ตายเป็นผู้ใหญ่กว่า หม่อมฉันยินยอมรับโทษเพคะ”
“เสด็จพ่อ นางยอมรับแล้วเพคะ” มู่เหยี่ยเห็นว่านางยอมรับผิดแล้ว เสียงที่เอ่ยก็สูงขึ้นไม่น้อย “นางสังหารคน ทำร้ายคน ตามหลักแล้วควรจะใช้ชีวิตแลกชีวิต”
“โหดร้ายเกินไปแล้ว” ท่ามกลางกลุ่มฝูงชนพลันมีเสียงของคนคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา “เป็นเจ้านายก็มิอาจทำร้ายคนรับใช้คนจนตายได้ นางกลับใช้ความแค้นส่วนตัวสังหารสาวใช้ของตำหนักองค์หญิง ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย”
“เฮ้อ พระชายาละเมิดกฎ ก็ต้องได้รับโทษเช่นกัน นี่เป็นถึงกฎที่ไทฮองไทเฮาตั้งขึ้นมาเชียว”
ฉินเหยี่ยนเย่ว์ลอบมองหาสองคนที่กำลังสนทนากัน
นางสนมสองคนนี้ เป็นสุนัขรับใช้ของเฮาเฮานี่เอง
กล้าเอ่ยปากต่อหน้าฮ่องเต้อย่างสบายอารมณ์ ดูเหมือนว่าเป็นฮองเฮาที่ส่งสัญญาณให้
เสียงของพวกนางไม่ดังแล้วก็ไม่เบาจนเกินไป ดูเหมือนจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เกี่ยวข้อง กลับยกกฎที่ไทฮองไทเฮาตั้งขึ้นมา ผลักนางให้ขึ้นสู่จุดสูงสุดของพายุ
แม้ว่าตงฟางหลีจะให้อำนาจทั้งหมดของเรื่องนี้ให้แก่นางแล้ว ทว่า เขามักจะเอ่ยปากแก้ไขสถานการณ์ในช่วงเวลาที่เหมาะสมอยู่เสมอ จึงทำให้สถานการณ์พลิกกลับคืนมาได้
“เสด็จพ่อ ท่านอ๋องเจ็ดกล่าวได้ถูกต้องแล้ว หม่อมฉันสังหารคนจริง ๆ ทว่า นั่นเป็นเพราะหม่อมฉันป้องกันตัวเองตอนมีอันตรายจนถึงชีวิต หม่อมฉันมีความผิด แต่หม่อมฉันหาได้สังหารคนตามใจชอบไม่” ฉินเหยี่ยนเย่ว์ตั้งสติก่อนจะเอ่ยขึ้น
“หญิงชั่วคนนี้พูดจาเก่ง สามารถพลิกดำให้เป็นขาวได้ เสด็จพ่ออย่าเชื่อนางนะเพคะ” กว่าที่มู่เหยี่ยจะหาข้อโจมตีฉินเหยี่ยนเย่ว์ได้นั้นไม่ง่ายนัก นางสะใจได้ไม่นาน ก็ถูกคำพูดสองสามประโยคทำลายสถานการณ์ที่ยากลำบากทิ้งไปเสียแล้ว
ทว่านางกลับไร้ซึ่งวาทศิลป์ที่จะตอบโต้ จึงทำได้เพียงร้องตะโกนเสียงดังด้วยความร้อนรนเท่านั้น
“เสด็จพ่อ หญิงชั่วผู้นี้มีวาทศิลป์ พูดจาเก่งกาจ ท่านอย่าไปเชื่อนางนะเพคะ”
“หุบปาก!” ฮ่องเต้ถูกมู่เหยี่ยโวยวายเสียจนรู้สึกรำคาญใจ
เมื่อเทียบกับฉินเหยี่ยนเย่ว์ที่เมื่อเผชิญหน้ากับอันตรายก็มิเกรงกลัว โต้แย้งได้อย่างชัดเจน มู่เหยี่ยราวกับเป็นคนบ้าก็มิปาน ทำได้เพียงแต่ร้องตะโกนเสียงดังทำให้คนเกิดความรู้สึกรำคาญใจเท่านั้น
มู่เหยี่ยเห็นว่าฮ่องเต้ทรงยืนอยู่ฝั่งฉินเหยี่ยนเย่ว์ พลันเบิกตากว้างอย่างไม่กล้าเชื่อ “เสด็จพ่อ นี่ไม่ยุติธรรมเพคะ เหตุใดท่านจึงเชื่อหญิงชั่วช้าผู้นั้น”
“ล้วนเป็นเพราะนาง ล้วนเป็นเพราะหญิงชั่วผู้นี้ที่คิดร้ายกับหม่อมฉัน หม่อมฉันเกือบตาย ท่านกลับช่วยหญิงชั่วช้าผู้นี้ พวกท่านถูกนางหลอกแล้ว”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ท่านอ๋องเย็นชาผู้คลั่งรักกับพระชายาหมอหญิงผู้อ่อนหวาน
ทำไมใช้เหรียญไม่ได้เหล่อ232 เจ้าของเว็บเช็คให้หน่อยค่ะ...
ลองเข้าใหม่แล้วก็ไม่สามารถปลดล็อคได้...
ปลดล็อคไม่ได้...
ปลดล็อคอ่านไม่ได้...