ก่อนจะตามมาด้วย ร่างกายอันอบอุ่น วาจาอ่อนหวาน และริมฝีปากที่อ่อนโยน...
เด็กน้อยอ่อนโยนคนนั้นพยายามออกแรงลากเขาที่กำลังตกอยู่ในความเป็นความตายเท่า ๆ กันจนถึงริมฝั่งทะเลสาบจนสุดแรง แล้วใช้น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยขึ้นที่ข้าง ๆ หูของเขาว่า “มิต้องกลัวไป ไม่เป็นอะไรแล้ว ทนอีกสักหน่อย จะต้องมีคนมาช่วยอย่างแน่นอน”
ช่วงเวลานี้ตงฟางหลีกำลังตกอยู่ในความสับสน ราวกับว่าตัวเขาได้ย้อนกลับไปสู่อดีตอีกครั้ง น้ำเสียงไร้เดียงสาของเด็กน้อยอันอ่อนโยนและกังวานดังซ้อนทับกับเสียงที่ดังอยู่ข้าง ๆ หู
เรื่องราวในครานั้น เขาถูกความหนาวเย็นเกาะกุมจนสติพร่าเลือน หลาย ๆ เรื่องจึงหลงลืมไป
ผ่านประสบการณ์คืนนี้ไป ความทรงจำที่ลืมไปนานแล้วเหล่านั้น กำลังกลับคืนมาทีละน้อย
“เป็นเจ้าเองหรือ?”
ตงฟางหลีเอ่ยพึมพำเสียงเบา พลางค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ
ภาพตรงหน้า คือใบหน้าที่อิดโรยและซีดเซียว
ผมเผ้าของนางยุ่งเหยิง สวมเพียงเสื้อตัวกลางที่เปียกชื้นมาตั้งนานแล้วเท่านั้น
ส่วนเขากลับโอบกอดนางเอาไว้แน่น
พวกเขานอนเคียงข้างกัน อิงแอบกันและกัน
ตงฟางหลีจับจ้องใบหน้าอิดโรยนั่นอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะยื่นมือออกไป เพียงเพื่อต้องการที่จะสัมผัสโดยไม่รู้ตัว
“ท่านตื่นเสียที” ฉินเหยี่ยนเย่ว์ลืมตา แล้วเอ่ยเสียงเบา “ตงฟางหลี เมื่อคืนวาน ท่านเกือบจะรัดคอหม่อมฉันตายแล้ว”
ตงฟางหลีเดิมยังคงตกอยู่ในห้วงภวังค์ความคิดของตนเองอยู่ เมื่อได้ยินเสียงของฉินเหยี่ยนเย่ว์ สติสัมปชัญญะก็หวนกลับคืนมา
เขามองนางด้วยความตื่นตะลึง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงพึมพำ “ไยจึงเป็นเจ้าไปได้?”
“เหตุใดจึงเป็นหม่อมฉันไม่ได้?” นางผลักเขาออกสองครั้ง ทว่าเขาไม่ไหวติงแต่อย่างใด จึงมีอารมณ์โมโหบ้าง “ท่านกอดหม่อมฉันมาตลอดทั้งคืนแล้ว ตอนนี้ยังไม่ยอมปล่อยมืออีกหรือเพคะ?”
“ตอนนี้ท่านตื่นขึ้นมาแล้ว หากท่านยังไม่ปล่อยมือหม่อมฉันจะกัดท่านแล้วนะ”
“เหตุใดต้องเป็นเจ้า?” ราวกับตงฟางหลีไม่ได้ยินเสียงของนางอย่างไรอย่างนั้น ดวงตาคู่สวยเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน
“ท่านอยากจะพูดอะไรกันแน่?” ฉินเหยี่ยนเย่ว์ถูกรัดจนรู้สึกอึดอัด
นางดิ้นรนอยู่สักพัก ทว่าตงฟางหลีกลับไม่ยอมปล่อยนาง
นางอารามร้อนรนเล็กน้อย จึงกัดที่ไหล่ของเขาเต็มคำ
ตงฟางหลีสีหน้าดำทะมึน เอื้อมมือไปหยิบชุดแล้วโยนคลุมตัวฉินเหยี่ยนเย่ว์
“อาภรณ์ของเจ้ายังไม่เรียบร้อยก็ตะโกนเรียกคนเข้ามาแล้ว เช่นนี้สมควรแล้วหรือไม่?” ยามที่เขาเอื้อนเอ่ย ก็มีแต่ความเย็นชาเฉกเช่นที่ผ่านมา
“อาภรณ์หม่อมฉันเรียบร้อยสิถึงจะแปลก เมื่อวานท่านเหงื่อไหลเยอะมาก จนมาเปื้อนร่างกายของหม่อมฉันด้วย” ฉินเหยี่ยนเย่ว์กล่าวพึมพำ ขณะที่หยิบเสื้อตัวนอกขึ้นมาสวมใส่
หมอหลวงหลินถือน้ำมันหอมเข้ามาพร้อมกับตู้เหิงที่ถือข้าวต้มและน้ำเกลือเจือจาง
ฉินเหยี่ยนเย่ว์ทาน้ำมันหอมลงบนบาดแผลของตงฟางหลี
แล้วนำกระดาษลงไปแช่ในน้ำมันหอม หลังจากนั้นก็จุดไฟเผา กลิ่นน้ำมันหอมหนึ่งสายกระจายอยู่ภายในห้อง
ภายใต้กลิ่นที่รุนแรงนี้ แมงป่องพิษที่ไวต่อน้ำมันหอมเป็นอย่างยิ่งโผล่หัวออกมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะมองไปรอบ ๆ และท้ายที่สุดก็เลือกจะกระโดดลงชามน้ำมันหอม
หมอหลวงหลินตาไวมือไว ปิดฝา แมงป่องพิษเก็บเสร็จเรียบร้อย
“เมื่อวานท่านเหงื่อออกเยอะมาก ทำให้มีภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง จำเป็นต้องให้น้ำเกลือต่อเป็นการบำรุง” ฉินเหยี่ยนเย่ว์กล่าวกับตงฟางหลี “วันนี้ทั้งวันห้ามกินอย่างอื่น นอกเสียจากโจ๊กและน้ำเปล่า พรุ่งนี้รอลู่ซิวกลับมา ให้เขาช่วยเย็บบาดแผลให้แก่ท่าน บำรุงต่ออีกสักสองวันท่านก็ไม่เป็นอันตรายแล้ว...”
ขณะที่นางกล่าว เสียงก็จะเบาลงไปเรื่อย ๆ แล้วนางก็อ่อนยวบล้มลงไปกับพื้น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ท่านอ๋องเย็นชาผู้คลั่งรักกับพระชายาหมอหญิงผู้อ่อนหวาน