“ไอ้หนู นี่เจ้ากำลังจะใช้ลูกไม้อะไรอีกล่ะ? ร่างกายกำลังส่องแสงเรืองรอง เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นหิงห้อยรึไง?”
หงเหนียงอารมณไม่ดีตั้งแต่แรกแล้ว เมื่อเห็นร่างกายของหลินหยางกำลังส่องแสงสีทองอยู่ตลอดเวลาก็ยิ่งทวีความโกรธมากขึ้น
หลินหยางเหลือบมองเธอ แล้วจู่ๆ ก็หันไปด้านข้างเล็กน้อย พลางตอบอย่างใจเย็น: "ถ้าไม่พอใจ งั้นเจ้าก็ไปเดินข้างหน้าดีไหม?"
หงเหนียงไม่ได้พูดอะไร เธอแคชักดาบที่เปล่งประกายสีทองออกจากเอวแล้วจ่อไว้ที่คอของหลินหยาง และพูดอย่างเย็นชา: "อย่ามาพูดไร้สาระกับข้า เจ้าไปข้างหน้าและสำรวจทางต่อไปซะ"
แต่ทันทีที่คำพูดจบลงนิ้วของหลินหยาง ก็จับด้ามดาบของหงเหนียงไว้อย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าและออกแรง
หงเหนียงหายใจแรงแล้วก็ตวัดดาบทันท หมายจะปาดคอของหลินหยาง แต่ไม่ว่าเธอจะพยายามมากแค่ไหน มันก็ไม่มีประโยชน์
ทำไมแรงของไอ้เด็กคนนี้ถึงได้มากมายขนาดนี้กันล่ะ?
ดวงตาของหงเหนียงเต็มไปด้วยจิตอาฆาตในทันที และคิดจะลงมือโจมตีอีกครั้ง
แต่ในขณะนี้ ฉางหลานฟู้ก็กระซิบ: "พวกเจ้าอย่าเอาแต่ทะเลาะกัน! ข้าจะสำรวจเส้นทางข้างหน้าต่อ!"
หงเหนียงตกตะลึงไป
ฉางหลานฟู้หันศีรษะกลับไป พร้อมมุ่งหน้าตรงไปข้างหน้าโดยไม่เหลียวหลังกลับมามอง
หลินหยาง เหลือบมองไปที่ฉางหลานฟู้ จากนั้นก็ขยับนิ้วของเขาอีกครั้ง และผลักใบดาบกลับไป
หงเหนียงยืนโซเซเล็กน้อยและจ้องไปที่หลินหยางเขม็ง แววตาของเธอมีความหวาดกลัวอยู่ในนั้น
ภายในภูเขาหิน มีอุโมงค์ทอดยาวไปตามทางใต้ดิน
หินแปลกๆ ในอุโมงค์นั้นขรุขระและมีรูปร่างผิดปกติมาก ราวกับว่ามีคนใช่มือค่อยๆขุดมันออกมาทีละนิด
ภายในที่แห่งนี้มืดมาก อาศัยความช่วยเหลือจากแสงสีทองที่เปล่งประกายออกมาจากร่างของหลินหยาง พวกเขาทั้งสามถึงสามารถพยายามเพ่งจนมองเห็นถนนได้อย่างชัดเจน
หัวใจของฉางหลานฟู้เป็นเหมือนขี้เถ้าในกองเพลิง ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่แยแส
หงเหนียงมองไปรอบๆ อย่างกังวลใจ
ฝั่งหนึ่งหลินหยางก็จ้องมองไปรอบๆ อีกฝั่งหนึ่งก็กำลังค่อยๆแอบดูดซับพลังในภูเขาหินอย่างลับๆ
พลังในภูเขาหินนั้นแข็งแกร่งและบริสุทธิ์มาก ตราบใดที่ หลินหยางใช้งานกระดูกเทพสูงสุดเพียงเล็กน้อย พวกมันก็จะไหลเข้าสู่ภายในร่างกายอย่างต่อเนื่อง
กระดูกเทพสูงสุดทั้งร่างเห่อร้อนขึ้น อีกทั้งพลังงานที่คายออกมาก็เริ่มพุ่งเข้าไปในเส้นลมปราณในทั่วร่างกายของหลินหยาง
หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่เพียงแต่จะสามารถเลื่อนระดับกระดูกเทพสูงสุดขึ้นไปได้อีกขั้นเท่านั้น แต่ระดับการฝึกฝนของตนก็จะได้รับประโยชน์จากกระดูกเทพสูงสุดด้วย จนทำให้สามารถเลื่อนขั้นได้เล็กน้อย
วิ้ง วิ้ง!
จู่ๆ ทันใดนั้นเองก็มีเสียงแปลกๆ ดังออกมา
ฉางหลานฟู้ที่เดินอยู่ข้างหน้าก็หยุดชะงักไปทันที พร้อมรีบชักดาบออกมาและจ้องมองไปบริเวณรอบๆ
เห็นรัศมีสีฟ้าอ่อนสลัวๆจำนวนมหาศาลโผล่ออกมาจากภายในอุโมงค์ที่อยู่ข้างหน้า
รัศมีนั้นเหมือนระลอกคลื่นที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ ดูแปลกตามาก
"นั่นคืออะไรน่ะ?"
ฉางหลานฟู้จ้องมองคลื่นนั้นแล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“มันดูเหมือน...ม่านพลังเหรอ?”
หงเหนียงสะดุ้งไปครู่หนึ่ง และสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที: "ท่าไม่ดีแล้ว รีบป้องกันตัวเองซะ!"
หลังจากพูดจบลง ก็ได้ตระตุ้นใช้งานพลังแห่งสวรรค์โดยตรงเพื่อสร้างเกราะป้องกันอากาศทันที
ฉางหลานฟู้ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง และรวบรวมพลังอย่างรวดเร็วเพื่อเตรียมสร้างเกราะป้องกัน
แต่ในตอนนั้นเอง รัศมีคล้ายระลอกคลื่นก็ปกคลุมทั้งสามคนไว้
แต่ทว่า ในขณะนี้เอง จู่ๆหลินหยาง ก็พูดขึ้นมาว่า: "การป้องกันไม่มีประโยชน์หรอก คลื่นพลังกำลังเปลี่ยนแปลง หากยังอยากมีชีวิตรอด ก็ต้องเริ่มโจมตี!"
"โจมตีเหรอ?"
ฉางหลานฟู้หันหน้ามามองหลินหยางด้วยความไม่เชื่อทันที
“ ก่อนหน้านี้อั้นหมิงเยว่เคยส่งยอดฝีมือหลายคนมาที่นี่ และในหมู่พวกเขาย่อมต้องมีบางคนที่แข็งแกร่งกว่าเจ้า ดูสิ่งที่อยู่ใต้เท้าสิ ล้วนมีแต่เลือด ซึ่งพิสูจน์ได้ว่า พวกเขาไม่สามารถป้องกันได้ ถ้าขนาดพวกเขายังทำไม่ได้ แล้วเจ้าจะทำได้อย่างไร?”
หลินหยางกล่าวอย่างเคร่งขรึม
ฉางหลานฟู้มองลงไปข้างล่าง
แน่นอนว่าบนพื้นถนนใต้เท้าของคนทั้งสามล้วนถูกปกคลุมไปด้วยเนื้อและเลือดที่เปรอะเปื้อนจนเป็นโคลน...
เขากัดฟันพร้อมชักดาบออกมา และโจมตีคลื่นรัศมีที่กำลังโจมตีมา
เปรี้ยง!
คลื่นพลัวแตกเป็นเสี่ยงๆทันที ระเบิดเศษชิ้นส่วนจำนวนมากที่พุ่งเข้าหาฉางหลานฟู้ยราวกับเม็ดฝน
ฉางหลานฟู้ทั้งตกใจทั้งโกรธ
“ทักษะดาบฉางหลาน!”
เขาคำรามและเหวี่ยงดาบอันคมกริบในมือออกไปอย่างดุเดือด
เงาดาบอันหนักแน่น พุ่งเข้ากระทบเศษเล็กเศษน้อยเหมือนภูเขาตระหง่าน
ในณะนั้นเองฉางหลานฟู้ ไม่มีความหวาดกลัวเรื่องชีวิตและความตายอีกต่อไป ดังนั้นเขาจึงกล้าหาญมากและเต็มเปี่ยมไปด้วยทักษะดาบฉางหลาน
หลินหยาง มองไปข้างหลังเขาอย่างเงียบๆ และอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจจนหัวใจเต้นผิดจังหวะ
หลินหยางส่ายหัวแล้วหันกลับไปมองฉางหลานฟู้
ในตอนนั้นเอง ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ มือที่ถือดาบอยู่กำแน่นมาก และดวงตาก็จ้องเขม็งไปที่หงเหนียง ราวกับว่าพร้อมที่จะลงมือได้ทุกเมื่อ
"อย่ามัวเปลืองพลังงานไปกับสิ่งที่ไร้ประโยชน์เลย พวกเราเข้าไปข้างในกันเถอะ"
หลินหยางกล่าวอย่างใจเย็น
“ถ้าเราเข้าไปเราจะต้องตายแน่ แล้วทำไมไม่บังคับให้เธอไปด้วยล่ะ” ฉางหลานฟู้พูดอย่างแหบแห้ง
“ไม่จำเป็นต้องเปลืองพลังงานและเวลาไปกับการโต้เถียงเธอ ตราบใดทเจ้าเชื่อฟังข้า ข้ารับประกันว่าเจ้าจะได้ออกจากที่นี่ไปแบบยังมีชีวิตอยู่”
หลินหยางพูด
"เหอะ มาอวดเก่งกับใครกัน?"
หงเหนียงแสยะยิ้ม
หลินหยางเกียจคร้านเกินกว่าจะต่อปากต่อคำกับหงเหนียงอีก จึงทำเพียงมองไปที่ฉางหลานฟู้
ใบหน้าของฉางหลานฟู้ตึงขึ้น พลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็สูดหายใจเข้าลึกๆพร้อมพูดว่า "ไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าในช่วงเวลาวิกฤติความเป็นความตายเช่นนี้ คนเดียวที่ข้าไว้ใจได้ก็คือเจ้า ผู้ชายที่ข้าพึ่งรู้จักไม่ถึงหนึ่งวัน..."
"โชคชะตานั้นไม่สามารถคาดเดาได้เสมอ"
"ไปกันเถอะ"
ฉางหลานฟู้หันหลังกลับแล้วเดินเข้าไปข้างใน
หลินหยางตามเข้าไปทันที
“ข้าให้เวลาหนึ่งชั่วโมง หลังจากหนึ่งชั่วโมงแล้วถ้าพวกเจ้ายังไม่ออกมา ข้าก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องออกไปใช้ชีวิตอีกครั้ง”
หงเหนียงยิ้มและนั่งขัดสมาธิเพื่อรักษาความแข็งแกร่งทางกายของตนเองไว้
ทุกอย่างเป็นไปตามที่หลินหยางคาดหวังไว้
ไม่นานหลังจากที่ทั้งสองเดินเข้าไปลึกอีก พวกเขาก็เห็นอุปสรรคอีกอันกำลังเข้ามาหาพวกเขา
เห็นได้ชัดว่าความแข็งแกร่งของม่านพลังอันนี้ก็มากกว่าอันก่อนหน้า
ลมหายใจของฉางหลานฟู้เริ่มติดขัด และมีความกลัวปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน
“ไม่ต้องกลัวหรอก พวกเราไม่มีทางให้ถอยกลับไปอีกแล้ว ทุ่มเทพละกำลังทั้งหมดของเจ้าซะ แล้วข้าจะช่วยเจ้าเอง”
หลินหยางพูดอย่างจริงจัง ระดมพลังให้แก่เข็มมังกรหงเหมิง และในขณะเดียวกันก็ดึงมีดเทียนเซิงออกมา
คลื่นพลังแห่งการรักษากระเพื่อมขึ้นรอบๆตัวเขา
ในขณะนี้ เขาเป็นพ่อจำเป็นที่เยี่ยมยอดที่สุดในโลก!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: สุดยอดลูกเขยของเทพธิดา
ทำไมขาดๆหายๆ...
อยากอ่านต่อครับ...
ลงวันละ10ตอนไม่ได้เหรคับ 5ตอนมันน้อยไป กว่าจะอ่านจบลืมหมดพอดี...
อ่านสนุกนางเอกค่อนข้างโง่ซื่อบื้อ...
อยากอ่านต่อ...
เขียนดีอ่านสนุกครับ...
D...
ทำไมบางตอนเนื้อหาหายไปหมดเหลืออยู่แค่ไม่ถึง6บรรทัดเลย...
หลินหยาง...ผมอยากบอกว่า คุณมันกระจอก 5555...
บทหาย...