เฉินหลิงจวินพูดพลางหันไปส่งสายตาให้เผยเฉียน
“คนแซ่เจียงที่เป็นญาติเจ้าคนนี้ ยกให้ข้าดูแลเอง รับรองว่าเขาจะได้ดื่มอย่างสมใจ
เรื่องของการรับรองแขกบนภูเขาลั่วพั่ว หากข้าเรียกตัวเองว่าเป็นที่สาม ก็ไม่มีใครกล้าเรียกตัวเองเป็นที่สองแล้ว”
เผยเฉียนกลอกตามองบน เจียงเซ่อไม่คุยด้วย เอาแต่ปรายตามองเจ้าขุนเขาเฉิน ไม่คิดจะควบคุมหน่อยหรือ?
เฉินผิงอันแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น ไม่ควบคุม
เจียงเซ่อถูกกวนใจจนรำคาญสุดขีด ได้แต่เปิดปากเอ่ยว่า “เจ้าดื่มเหล้าได้หรือ?”
เด็กชายชุดเขียวเหมือนเจอกับศัตรูตัวฉกาจ วิธีสร้างแรงกดดันหรือครอบงำฝ่ายตรงข้ามก่อนเช่นนี้คือยอดฝีมือประมือกัน!
นิสัยยามดื่มเหล้าของพี่ใหญ่เจียงเป็นอย่างไร ตอนนี้ยังบอกได้ยาก ส่วนปริมาณในการดื่ม อย่างต่ำที่สุดก็น่าจะเทียบเท่าเว่ยคอแข็งได้สิบกว่าคนเลยกระมัง!
เฉินหลิงจวินไม่กล้าประมาทอีก เอ่ยเสียงหนักว่า “พี่ใหญ่เจียง ถ้าอย่างนั้นพวกเรามาวัดฝีมือกันบนโต๊ะดีไหม?”
เจียงเซ่อน่ะนับถือจริงๆ อย่างเจ้าบ้าเจียงซ่างเจินผู้นั้น เจียงเซ่อยังพอจะด่าได้บ้าง
แต่กับเด็กชายชุดเขียว อีกฝ่ายกระตือรือร้นรับรองแขกด้วยความจริงใจ จะด่าก็ไม่สะดวก
เดินผ่านซุ้มประตูกันมา เริ่มเดินขึ้นเขา เจียงเซ่อใช้เสียงในใจเอ่ยว่า
“มาถึงที่นี่แล้วเดินไปถึงยอดเขา ข้าจะมองดูอยู่สักครู่แล้วก็จะจากไปทันที”
ท่าทีของเฉินผิงอันเรียบง่ายยิ่ง ตามใจเจ้า อยากมาก็มา ไม่อยากอยู่ก็ไปซะ
เผยเฉียนบอกว่าจะไปหาศิษย์น้องหญิงกวอกับหมี่ลี่น้อย เฉินผิงอันพยักหน้ายิ้มรับ บอกว่าได้สิ
เดินไปได้ครึ่งทาง ใต้ฝ่าเท้าของเฉินหลิงจวินก็เหมือนทาด้วยน้ำมัน ที่แท้นายท่านเจ้าขุนเขาหัวเราะถามเขาว่า
ตอนนั้นที่พวกมรรคาจารย์เต๋ามาเยือนเมืองเล็ก ระหว่างนั้นเจ้าพูดคุยอะไรกับเจ้าอารามผู้เฒ่าหรือไม่?
เด็กชายชุดเขียวรีบปฏิเสธบอกว่าแค่นึกถึงคำเรียกขานบางอย่างก็ปวดหัวขึ้นมาทันที
ไม่เพียงแต่พูดออกมาไม่ได้ ยังจำไม่ได้ด้วย เอาสองมือกุมหัวแล้วเผ่นหนีเพื่อความปลอดภัย
ไปถึงบนยอดเขา คนทั้งกลุ่มยืนพิงราวรั้ว เจียงเซ่อยกสองแขนกอดอก เงียบไม่เอ่ยอะไร บรรยากาศจึงดูน่าอึดอัดอยู่บ้าง
อู๋เหยียนเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน
“ทุกวันนี้มีบุตรสาวสองคน ในใจพวกเราย่อมต้องดีใจอย่างมาก
ในสถานที่ที่เป็นหนึ่งในพื้นที่มงคลของสหายปี้เซียว พวกเราเจอตัวบุตรสาวแล้ว นางนิสัยดีมาก น่าจะเป็นเด็กหญิงอย่างที่พวกเราคาดการณ์ไว้ในใจกระมัง แล้วพวกเราจะไม่มีความสุขได้อย่างไร
แต่หากจะพูดถึงในอดีต นางไม่ได้มีนิสัยอย่างนั้น ดังนั้นคนที่เจียงเซ่อชอบมากกว่ามาโดยตลอด อันที่จริงก็คือเผยเฉียนในเวลานี้
บุตรสาวทั้งสองคนต่างก็ดีมาก ดีมากๆ เลยล่ะ แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง
มีพ่อแม่ที่ไหนที่ไม่ชอบลูกที่เหมือนตัวเองบ้างเล่า แต่ชั่วชีวิตนี้ เจียงเซ่อไม่ชอบเอ่ยถ้อยคำอ่อนโยนกับใคร ดื้อรั้นดึงดันตัวเองไม่ยอมพูด
แล้วยังไม่ยอมให้ข้าที่ได้เจอหน้าพวกเจ้าพูดด้วยตอนอยู่บนเรือราตรี ข้ากังวลมากว่าจะไม่มีโอกาสเอ่ยประโยคเหล่านี้ออกมา
ตอนนั้นอยากจะพูดคุยกับเผยเฉียนอยู่หลายครั้ง อยากจะพูดคุยกับอาจารย์เหวินเซิง แต่ก็กลัวอีกว่าจะอธิบายได้ไม่ชัดเจน ก็เลยได้แต่อดทนเอาไว้”
“ปีนั้นจิตมารที่นางต้องการสังหารไม่ใช่ ‘เผยเฉียน’ ในเวลานี้เลย แต่เป็นบุตรสาวคนที่พวกเราได้พบเจอก่อนหน้านี้”
“คงเป็นเพราะนางรู้สึกว่าจิตมารของตัวเองก็คือจุดอ่อนที่นางไม่ควรมี”
สตรีตาแดงก่ำ หันหน้ามาทางเฉินผิงอัน ยอบกายคารวะ พูดเสียงสะอึกสะอื้น
“ต้องขออภัยอาจารย์เฉิน แล้วก็ขอขอบคุณด้วย”
เฉินผิงอันกล่าว “ทำไมถึงไม่อธิบายให้เผยเฉียนฟังต่อหน้า”
สตรีส่ายหน้า พึมพำว่า “คำพูดมารออยู่ตรงปาก แต่กลับพูดไม่ออก”
เซียโก่วเว่ยอึ้งค้าง ขมวดคิ้วเอ่ย “ไม่ถูกสิ เคยเจอกับเด็กน้อยคนนั้นอยู่หลายครั้ง นางเป็นเด็กดีมากเลยนะ”
อยู่ที่ภูเขาลั่วพั่ว อย่าได้หวังจะเอ่ยคำลวง อู๋เหยียนเจ้าอย่าได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมวาดงูเติมขา นั่นจะไม่เป็นที่ชื่นชอบแน่
อู๋เหยียนส่ายหน้ายิ้มกล่าว
“นั่นล้วนเป็นการเสแสร้งให้คนนอกได้เห็น อยู่กับพวกเรานางไร้โซ่ไร้บังเหียนมาตั้งแต่เด็กแล้ว พวกเจ้าคิดดูสิ บุตรสาวของเจียงเซ่อ และปีนั้นข้าเองก็รักและตามใจนางมาก นางในเวลานั้นจะมีนิสัยนุ่มนิ่มได้หรือ?
ได้รับความกล่อมเกลาจากบิดามารดาที่อยู่ข้างกายมาตั้งแต่เด็ก ในทางส่วนตัวยังช่วยเขียนตำรา ตำราอะไร ล้วนเป็นตำราพิชัยยุทธทั้งสิ้น
อีกทั้งนางยังฉลาดล้ำถึงเพียงนั้น ไม่ว่าอะไรก็เรียนรู้ได้เร็วไปหมด คิดอยากจะแสร้งทำเป็นเด็กดีว่านอนสอนง่ายจะยากตรงไหน
ปีนั้นเรื่องใหญ่หลายเรื่อง เจียงเซ่อล้วนพูดคุยกับนางอย่างตรงไปตรงมา สองพ่อลูกปรึกษากันไม่น้อย
อาจารย์เฉิน ความฉลาดมีไหวพริบของเผยเฉียนตอนเด็ก ท่านเองก็น่าจะเคยประสบพบเจอกับตัวเองมาก่อนกระมัง?”
หัวคิ้วของเฉินผิงอันคลายลงได้หลายส่วน พยักหน้ายิ้มเอ่ยเสียงเบา
“อายุไม่น้อย แต่มากด้วยกลอุบาย ตอนที่เพิ่งพานางออกจากพื้นที่มงคลดอกบัว เดินทางไปด้วยกัน ต้องประลองทั้งสติปัญญาทั้งความกล้าหาญกับนาง ตอนนั้นข้าทั้งปวดหัวแล้วก็ทั้งรำคาญใจ”
นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ บนเส้นทางการเดินทางในใบถงทวีป ตอนนั้นไม่ว่าใครก็ไม่ชอบขี้หน้าใคร อันที่จริงเฉินผิงอันคอยพูดเหน็บแนมทิ่มแทงใจอีกฝ่ายอยู่ไม่น้อย
มีครั้งหนึ่งถ่านดำน้อยแอบลงไปในน้ำ กระชากเอาปลาดุกตัวใหญ่ที่งับแขนของนางไม่ยอมปล่อยขึ้นมาแล้วขว้างลงบนพื้นอย่างแรง บนแขนที่ผอมแห้งราวกับท่อนไม้ไผ่เต็มไปด้วยบาดแผล
ถ่านดำน้อยเบิกตากว้างจ้องมองเฉินผิงอันอยู่อย่างนั้น “เจ้าว่าใครขอใครกินกันแน่?”
“บวกกับที่ตอนนั้นทุกคนต่างก็มัวยุ่งอยู่กับเรื่องใหญ่ ต้องวิ่งวุ่นไปทั่ว จะปล่อยปละละเลยขาดการอบรมก็เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้
คิดแค่ว่าขอบเขตของนางสูงแล้ว แล้วก็สามารถรักษาตัวรอดได้แล้ว ส่วนจิตแห่งมรรคาจะเป็นเช่นไร จะมีช่องโหว่หรือไม่ อีกเดี๋ยวก็จะเกิดศึกเดินขึ้นฟ้าแล้ว เป็นเป็นตายตาย ล้วนไม่นับเป็นอะไรได้มากที่สุด ใครเล่าจะเป็นข้อยกเว้น
ปีนั้นพวกเราหรือจะยินดีมาสนใจเรื่องนี้ เจียงเซ่อไม่สน ข้าก็ไม่สน!”
“แต่นั่นคือเรื่องราวของเมื่อหมื่นปีก่อนแล้ว ทุกวันนี้แตกต่างไปแล้ว หากเจียงเซ่อจะตายแล้วยังรักษาสักดิ์ศรีหน้าตา แม้กระทั่งภูเขาลั่วพั่วก็ยังไม่กล้ามา
เอาแต่สนใจศักดิ์ศรีหน้าตาของตัวเองอย่างเดียว ถ้าอย่างนั้นคำพูดที่ข้าพูดกับพวกเจ้าในเวลานี้ ข้าก็จะไม่เอ่ยออกมาแม้แต่ประโยคเดียว
ปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารร้ายกาจ รักหน้าตามากใช่ไหม แม้กระทั่งกับบุตรสาวตัวเองก็ยังรู้สึกว่าตัวเองใหญ่คับฟ้าดิน


VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!