ขอแค่ป๋ายจิ่งขึ้นไปถึงยอดบนสุดของ “สรวงสวรรค์” ผายลมสุนัขอะไรนั่น ป๋ายจิ่งที่มีฉายาว่า “ลู่ตีเซียน” (เซียนพสุธา) อยู่ตรงนี้ สถานที่แห่งนี้ก็คือพสุธา คือโลกมนุษย์!
เซียโก่วขยำหมวกขนเตียวแรงๆ โมโหจนอยากจะกรีดร้อง นางไม่มีหน้าจะพูดได้เลยจริงๆ หากไม่เป็นเพราะการที่เอากระบี่บินแห่งชะตาชีวิตให้เจิงจวีจงยืมยังพอจะถือว่าช่วยเหลือเจ้าขุนเขาได้บ้างเล็กน้อย เวลานี้นางคงอับอายไปมากกว่านี้
เจียงซ่างเจินหน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย รีบใช้เสียงในใจสอบถาม “เซียอันดับรอง คงไม่ใช่ว่าบรรพจารย์เจียงอำพรางตัวอย่างลึกลับ ใช้วิธีการชั่วร้ายเพื่อรักษาชีวิตอะไรบางอย่างจนเจ้าพลาดท่าให้เขาหรอกนะ?”
เฉินผิงอันเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ยื่นมือมานวดหว่างคิวเบาๆ หลับตาเอ่ยว่า “ข้าไม่เชิญพวกเขาไปเป็นแขกที่ภูเขาลั่วพั่วหรอกนะ”
เซียโก่วอารมณ์หม่นหมอง ขานรับว่า “อ้อ”
หลิวเสียนหยางกลอกตามองบน “โก่วจื่อ ใต้หล้านี้แขกที่มาโดยไม่ได้รับเชิญ ไม่ได้รับการต้อนรับมีน้อยนักหรือ?”
เซียโก่วกระจ่างแจ้ง ดีใจสุดขีด สีหน้าสดใสแช่มชื่น “หือ?”
หลิวเสียนหยางโบกมือ พูดด้วยสีหน้ารังเกียจ “อย่ามัวยืนอึ้งอยู่ รีบไปรายงานข่าวดีเถอะ จำไว้ว่าบอกไปว่าเจ้าสำนักหลิวแห่งสำนักกระบี่หลงเฉวียนที่อายุน้อยๆ แต่เวทกระบี่กลับไม่ธรรมดาผู้นั้น ช่วยพูดดีๆ ให้สุดความสามารถ ทะเลาะกับเจ้าคนแซ่เฉินใหญ่โตไปรอบหนึ่งจนเกือบจะตีก้นแล้ว …สรุปก็คือโก่วจื่อเจ้าแสดงความสามารถของตัวเองได้เต็มที่เลย แต่ก็อย่าใส่เสริมเติมแต่งมากเกินไปนัก จำไว้ว่าให้เน้นความจริงเป็นหลัก ”
เซียโก่วลุกขึ้นยืน กุมหมัดขอบคุณพี่ใหญ่หลิว พระคุณยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำว่าขอบคุณ ข้าเซียโก่วจดจำไว้ในใจแล้ว!
เซียโก่วลุกไปจากที่นั่ง เตรียมจะเดินอาดๆ ออกไปจากห้อง นางกลอกตาไปมา แล้วก็ทำคิ้วตกสายตาซึมหงอย ยกเท้าก้าวข้ามธรณีประตูไปแล้วก็กุมหมวกขนเดียว กระทืบเท้าหนึ่งที ถอนหายใจหนักๆ
สตรีออกเรือนแล้วกับเจียงเซ่อ ย่อมไม่สะดวกจะสืบเสาะความเคลื่อนไหวในห้อง รอกระทั่งเห็นท่าทางเซื่องซึมเหมือนคนที่ทำตามคำไหว้หวานไม่สำเร็จของป๋ายจิ่ง สตรีกลับค่อนข้างจะเข้าใจ รู้อยู่แล้วว่าต้องไม่สำเร็จ นี่ก็สมเหตุสมผลดีแล้ว แต่หากสำเร็จกลับจะกลายเป็นความน่ายินดีที่ไม่คาดฝัน
สตรีจึงเอ่ยขอบคุณเซียโก่ว บอกว่าไม่เป็นไร กลับเป็นบุรุษที่แสร้งทำว่าเป็นไม่เป็นไรมาโดยตลอด ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ยาวในระเบียง ไม่แม้แต่จะหันไปมองในห้องหลักตรงๆ เพียงแค่เอาสองมือวางทาบไปบนราวรั้ว เวลานี้ฝ่ามือกำเป็นหมัดเบาๆ
เซียโก่วคิ้วขมวดหน้าตาเศร้าหมอง ก้มหน้าเอ่ยอย่างหมดกำลังใจ “เจ้าขุนเขาของพวกเราด่าข้าเสียจนไม่เหลือชิ้นดี โชคดีที่เจ้าสำนักหลิวชักสีหน้าทะเลาะกับเจ้าขุนเขาไปรอบหนึ่ง ต่อสู้กันจนเรียกได้ว่าภูเขาสายน้ำเปลี่ยนสี เก้าอี้ในห้องแหลกไปหลายตัว บวกกับที่ข้ายอมเสี่ยงอันตรายใหญ่เทียมฟ้าที่จะถูกตัดชื่อออกจากศาลบรรพจารย์ยอดเขาจีเซ่อ ข่มขู่เจ้าขุนเขาบอกว่าระวังว่าข้าจะหลอกเอาเสี่ยวโม่ออกไปจากภูเขาลั่วพั่วด้วยความเดือดดาล สรุปก็คือมีอันตรายรายล้อมอยู่รอบด้าน น่าอกสั่นขวัญผวา พูดดีก็แล้ว พูดไม่ดีก็แล้ว กว่าเจ้าขุนเขาจะยอมหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่ง ยอมให้พวกเจ้าอยู่บนเรือราตรีต่อไป แล้วค่อยไปขึ้นฝั่งที่อาณาเขตของมหาบรรพตประจิม ไปเยือนภูเขาลั่วพั่วได้ก็ไม่ง่ายเลย…ฮ่าๆๆ เจ้าคนแซ่เจียง อู๋เหยียน บุญคุณยิ่งใหญ่ขนาดนี้ จะขอบคุณข้าอย่างไรดี?!”
ในห้อง เฉินผิงอันมองหลิวเสียนหยางหน้าดำทะมึน หลิวเสียนหยางนวดคลึงปลายคาง เอ่ยชื่นชมไม่หยุด “เซียโก่วมีความสามารถด้านวรรณศิลป์ เหมาะที่จะเขียนบันทึกท่องเที่ยวและนิยายเรื่องเล่าประหลาด ภูเขาลั่วพั่วของพวกเจ้าเก็บสมบัติได้แล้ว ”
เสี่ยวโม่ขี่กระบี่กลับมาที่เรือน เข้ามาในห้องแล้วก็หยิบโฉนดที่ดินสองฉบับออกมา เอ่ยว่า “คุณชาย เจรจากับทางเรือราตรีเรียบร้อยแล้ว นครเถี่ยวมู่ยินดีให้ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง”
เฉินผิงอันรับโฉนดที่ดินสองฉบับมาใส่ไว้ในชายแขนเสื้อ เอ่ยว่า “หลังจากนี้ต้องรบกวนให้เจ้าไปเยือนใต้หล้ามืดสลัวรอบหนึ่ง มีสองเรื่อง เรื่องที่ภูเขาปี้เซียวแห่งนั้นจะตกเป็นของใคร ไม่ต้องพูดอะไรดีๆ กับเทียนเหยาเซียงและหลิวทุ่ย มีอะไรก็แค่พูดไปตามนั้น หากเจ้าอารามผู้เฒ่าไม่ยินดีไปเยือนตำหนักสุ้ยยูนพร้อมกับเจ้า เจ้าก็ไม่ต้องพูดอะไรมาก ให้ระวังเรื่องความเหมาะสมให้ดี”
เสี่ยวโม่ยิ้มเอ่ย “คุณชายคิดมากเกินไปแล้ว หากข้าห่างเหินกับสหายปี้เซียว นั่นต่างหากถึงจะเป็นการไม่รู้หนักเบา”
เฉินผิงอันครุ่นคิดแล้วก็เอ่ยว่า “เจ้าจัดการเอาตามสมควรได้เลย”
มารดามันเถอะ จนถึงตอนนี้ตนก็ยังไม่รู้ว่าเฉินหลิงจวินไปทำอะไรให้เจ้าอารามผู้เฒ่าโมโห
ซยุตงซานหยิบวัตถุจือชื่อสองชิ้นออกมาจากชายแขนเสื้อ แล้วจึงร่ายวิชาน้ำ สร้างโต๊ะหยกเขียวใสแวววาวตัวหนึ่งขึ้นมา ซยุตงซานยิ้มเอ่ย “เจ้าตำหนักอู่ได้ถอนตราผนึกสามสิบหกชั้นในวัตถุแต่ละชิ้นออกแล้ว บอกว่าในอนาคตเมื่ออาจารย์ปิดด่าน ทำความเข้าใจกับมรรคาก็สามารถคิดพิจารณาอย่างละเอียดดูได้ ขั้นตอนของการสร้างตราผนึกแต่ละชั้นขึ้นมาใหม่ก็เท่ากับว่าเป็น การศึกษาวิชาค่ายกลพร้อมกับตำราเรื่องการหลอมวัตถุไปด้วย แน่นอนว่าตำราเล่มนี้ไม่ถือว่าเป็นตำราเล่มที่ตกลงกันไว้ ถือเป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ที่มอบให้จากการค้าที่เจ้ายินยอมข้าพร้อมใจ”
เฉินผิงอันไม่รีบร้อนเปิดวัตถุจือชื่อออก ถามว่า “ของสองชิ้นนี้ก็ถือเป็นของแถมด้วยหรือ?”
ซยุตงซานยิ้มเอ่ย “เป็นของแถมหรือว่าของที่ต้องมอบกลับคืน เจ้าตำหนักอู๋ไม่ได้พูดถึง แม้แต่ประโยคบอกเป็นนัยก็ไม่มี”
เฉินผิงอันกระจ่างแจ้งอยู่ในใจ อู๋ซวงเจียงไหว้วานให้เขานำไปส่งต่อให้กับขุนนางผู้เรียบเรียงตำรา คงเพราะรู้สึกว่านางอยู่นอกบ้าน ต้อง “พึ่งพิงอยู่ใต้ชายคาคนอื่น” ที่ภูเขาลั่วพั่ว จะปล่อยให้นางต้องลำบากในเรื่องเงินทองไม่ได้ ได้แต่ให้นางรอคอยตาปริบๆ ที่จะได้รับ “เงินเดือน” อันน้อยนิดที่ศาลบรรพจารย์แจกจ่ายให้ในทุกๆ เดือน ไม่แน่ว่าวัตถุจือชื่อชิ้นหนึ่งในนั้นที่มีมูลค่าควรเมืองก็เป็นส่วนที่เฉินผิงอันต้องนำไปมอบต่อให้กับคงโหว แล้วค่อยให้นางนำไปเป็นของขวัญกราบอาจารย์มอบต่อให้กับเหยาสยิวเหยียนลูกศิษย์ผู้สืบทอดของตัวเอง?
การต่อสู้กับเจียงเซ่อ ทำเอาปราณวิญญาณของเฉินผิงอันเผาผลาญหมดสิ้นเป็นครั้งแรก ตอนนั้นสงครามปิดฉากลง นอกจากแม่น้ำยาวปราณวิญญาณห้าเส้นที่ลอยอยู่กลางอากาศแล้ว อันที่จริงบนพื้นดินยังมี “ลำธาร” อีกหลายเส้นที่มารวมตัวกันไหลรินอยู่ในร่องลึกรวมไปถึงทะเลสาบเล็กที่เติมเต็มหลุมบ่อทั้งหลาย เมื่อรวมกันแล้วก็น่าจะมีน้ำหนักเท่ากับแม่น้ำยาวเส้นหนึ่งที่ลอยอยู่กลางอากาศกระมัง?
นี่ทำให้เฉินผิงอันได้รู้ว่าปราณวิญญาณที่ขอบเขตเซียนเหรินคนหนึ่งสะสมไว้ได้มีความต่างมหาศาลกับการสะสมปราณวิญญาณของผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่มากถึงเพียงใด เป็นความต่างราวฟ้ากับดินที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจริงๆ ผู้มีคุณธรรมย่อมต้องมีใจที่กว้างขวางและมั่นคง รับภาระอันหนักอึ้ง และยังมีหนทางอีกยาวไกลให้เดิน นับแต่วันนี้ไปทั้งต้องพิสูจน์มรรคา ฝึกบำเพ็ญตน แล้วก็ต้องหาเงินให้ได้เยอะๆ ด้วย
เฉินผิงอันเปิดวัตถุจือชื่อชิ้นหนึ่งออก ใช้ดวงจิตเมล็ดงาสำรวจภายใน จริงดังคาด ท่ามกลางดินแดนที่มีเมฆหมอกขมุกขมัวคล้ายกับเอกภพว่างเปล่าสิบทิศ มีคาถาอักษรสีทองที่สลักลงบนตำราหยกสีมรกตเล่มหนึ่งลอยอยู่ ของชิ้นนี้สะดุดตาที่สุด มีปราณแห่งมรรคาสีม่วงทองที่บริสุทธิ์อย่างถึงที่สุดหลายเส้น พุ่งออกมาเหมือนมังกรและงูนับร้อยนับพันตัวที่ควบคุมสายฟ้า ทะยานเมฆทะยานหมอก
ความคิดขยับไหวเล็กน้อย จิตวิญญาณจำแลงออกมากลายเป็นฝ่ามือที่ใสบริสุทธิ์ดุจหยกข้างหนึ่ง แหวกผ่าไท่ซวีที่ขมุกขมัว มองเมินสายฟ้าทั้งหลาย ตรงดิ่งไปคว้าตำราหยกอักษรทองมาไว้ในมือ คิดไม่ถึงว่าจะหยิบมันขึ้นมาไม่ได้ ไม่อาจขยับเขยื้อนมันได้แม้แต่น้อย แล้วยังรู้สึกร้อนลวกมือด้วย!
เฉินผิงอันจึงไม่รีบร้อนที่จะหยิบมันออกมา ปล่อยมือออก เคลื่อนสายตามองไปทางอื่น หยิบเอากระดาษยันต์สีเขียวปีกหนึ่งออกมาจากวัตถุจือชื่อ กระดาษปีกนี้ก็หนักอึ้งเช่นกัน ยังดีที่หยิบคว้าได้อย่างไม่เป็นปัญหา เจ้าตัวดี พอกระดาษยันต์ปีกนี้ปรากฏขึ้นมา ในห้องก็แผ่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งมรรคา แสงสีเขียวเจิดจ้าไร้ที่สิ้นสุด
เห็นเพียงว่าเจ้าขุนเขานั่งตัวตรง สีหน้ามีสมาธิ ดวงตาเป็นประกายจ้า….แล้วก็เริ่มใช้นิ้วนับกระดาษยันต์ด้วยท่าทางคล่องแคล่วคุ้นเคย
เจียงซ่างเจินเอ่ยเสียงเบา “ก็แค่กระดาษยันต์สิบเจ็ดแผ่นไม่ใช่หรือ แค่กวาดตามองก็ได้แล้ว ทำไมต้องนับด้วยละ่?”
นักบัญชีเฉินที่นับไปได้ครึ่งทางมองรองเจ้าขุนเขาเจียงที่หาเรื่องชวนคุยแล้ว รีบรวบกระดาษยันต์ไว้ด้วยกันทันที เอานิ้วแตะน้ำลาย แล้วก้มหน้านับใหม่อีกครั้ง เซียโก่วฟ้องเสร็จแล้วก็บ่นว่า “ไม่อาจนั่งโต๊ะเดียวกันกับคนอย่างอดีตเจ้าสำนักเจียงที่ไม่รู้ว่าเงินคืออะไรได้จริงๆ”
จะเป็นรองเจ้าขุนเขาหรือไม่ จะเป็นรองเจ้าขุนเขาอยู่ที่ไหน ผู้ถวายงานอันดับรองของภูเขาลั่วพั่วอย่างข้าไม่สนใจหรอกนะ ถึงอย่างไรตำแหน่งผู้ถวายงานอันดับหนึ่งก็ต้องยกให้ข้า
VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!