ตอนที่ 1235-2 นักเต้นเซี่ยนอวี๋มาแล้ว (2)
หลินเยวียนพูดตามตรง “ตัวการเต้นเองแน่นอนว่าสวยงามมาก ทั้งจังหวะและการเข้ากับดนตรีก็ไม่มีปัญหา เพียงแต่ธีมการเต้นยังไม่ชัดเจนพอ เพลงของลู่เซิ่งเพลงนี้ชื่อนกยูง สื่อถึงอารมณ์ของนักร้องที่เปรียบตัวเองกับนกยูง ดังนั้นการเต้นก็ควรยึดรูปแบบของนกยูงเป็นแกนหลัก ซึ่งพวกคุณก็ทำแล้ว แต่ยังถ่ายทอดออกมาได้ไม่เต็มที่เท่าไหร่”
ยังใช้ไม่ค่อยได้หรือ?
อวิ๋นถงถงถึงกับชะงักไป “แต่ที่ฉันเต้นก็เป็นการเต้นพื้นบ้านของบลูสตาร์ที่เรียกว่าระบำนกยูงนะคะ หรือว่าฉันเต้นไม่ดีพอ?”
“นี่คือระบำนกยูงหรือครับ?”
สีหน้าของหลินเยวียนแสดงความฉงนออกมาในเสี้ยววินาที
แฟรงค์ฉงนใจยิ่งกว่า “อาจารย์เซี่ยนอวี๋ล้อเล่นอยู่หรือเปล่าครับ คุณไม่รู้จักระบำนกยูงหรือ?”
หรือว่าเขาดัดแปลงมากเกินไป?
แต่ที่เขาปรับไปก็นิดหน่อยเอง ก็เพื่อให้เข้ากับดนตรี จึงแค่สลับลำดับท่าและขยับมุมให้กว้างขึ้นเล็กน้อยเท่านั้นเอง
เซี่ยนอวี๋จะไม่รู้จักระบำนกยูงได้ยังไงกัน?
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ปัญหาของอาจารย์เซี่ยนอวี๋หรอก
ทั้งสองคนไม่ได้สงสัยเซี่ยนอวี๋ กลับเริ่มหันมาสงสัยในตัวเองแทน
ดูเหมือนว่าจะเข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว
หลินเยวียนเองก็รู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย
เพราะสถานการณ์ของเขาค่อนข้างพิเศษ ทักษะการเต้นทั้งหมดได้มาจากระบบ ทำให้เขารู้จักเพียงการเต้นของโลก แต่กลับไม่คุ้นกับการเต้นของบลูสตาร์ ไม่คาดคิดเลยว่าบลูสตาร์ก็มีระบำนกยูง แถมยังมีชื่อเสียงมากเสียด้วย
เขากระแอมเบาๆ หนึ่งครั้ง
ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“เอาเป็นว่า ท่าเต้นนี้มันยังไม่เข้ากับเพลงนกยูงเท่าไหร่ เรามาเปลี่ยนการเต้นใหม่ดีกว่าครับ”
สีหน้าของแฟรงค์และอวิ๋นถงถงเริ่มไม่ค่อยสู้ดีนัก หากไม่ใช่ว่าทั้งคู่รู้ดีว่าเซี่ยนอวี๋สามารถเต้นได้จริงๆ ก็คงแทบจะคิดไปแล้วว่าอีกฝ่ายกำลังแกล้งพวกเขา
“ก็ยังเป็นระบำนกยูงเหมือนเดิม”
หลินเยวียนเอ่ย “ เพียงแต่ว่าเป็นเวอร์ชันที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง”
เพราะแม้บลูสตาร์เองจะมีระบำนกยูง
ระบำนกยูงของโลกนั้นเป็นการเต้นที่มีต้นกำเนิดจากชนเผ่าไต ในระยะแรกจัดว่าเป็นการเต้นที่มีลักษณะโน้มเอียงไปทางเพศชาย ทว่าจากนั้นก็ค่อยๆ ดปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาจนกลายเป็นการร่ายรำที่ผู้หญิงแสดงเป็นหลัก และในเวลาต่อมาได้มีศิลปินด้านการแสดงนามว่าหยางลี่ผิง ผู้ซึ่งได้นำเอาจุดเด่นของระบำนกยูงแบบดั้งเดิมมาปรับปรุงและรังสรรค์ใหม่ ให้กลายเป็นการแสดงแนวร่วมสมัยที่ทั้งสง่างามและเต็มไปด้วยมิติทางศิลปะที่สอดคล้องกับรสนิยมของคนยุคใหม่
ความแตกต่างระหว่างระบำนกยูงร่วมสมัยกับระบำนกยูงแบบดั้งเดิมนั้น สะท้อนออกมาในเครื่องแต่งกายและรูปแบบของการแสดง แต่ยังเห็นได้ชัดในลีลาการเคลื่อนไหวที่เน้นความอ่อนช้อยและสุนทรียะที่ลึกซึ้ง
และสิ่งที่หลินเยวียนตั้งใจจะใช้ ก็คือระบำนกยูงสมัยใหม่ในสไตล์ของหยางลี่ผิง ซึ่งบรรยากาศของการแสดงนั้นช่างลงตัวกับบทเพลงนกยูงของลู่เซิ่งได้อย่างพอดิบพอดี
ใช่แล้ว
ลงตัว
ความลงตัวคือเกณฑ์สำคัญที่สุดในการเลือกท่าเต้น จะให้นำเพลงนกยูงของลู่เซิ่งมาเปิด แล้วปล่อยให้แดนเซอร์ขึ้นเวทีไปเต้นบัลเลต์ก็คงไม่เข้าท่าใช่ไหมล่ะ ถึงแม้บัลเล่ต์จะทรงพลังและสง่างาม แต่ก็ต้องดูสถานการณ์ด้วย ที่นี่คือเวทีการแข่งขันเพลง การเลือกท่าเต้นต้องสัมพันธ์กับเพลงที่ขับร้อง ไม่เช่นนั้นเวทีก็จะออกมายุ่งเหยิง ดูไม่เข้ากันได้
ในจังหวะนั้นเอง แฟรงค์กับอวิ๋นถงถงก็เข้าใจขึ้นมาในทันที “คุณอยากจะดัดแปลงท่าระบำนกยูงใช่ไหมคะ?”
ดัดแปลง?
หลินเยวียนไม่คิดจะอธิบายให้ยืดยาว “พวกคุณจะเข้าใจแบบนั้นก็ได้ เดี๋ยวผมสาธิตให้ดูแล้วจะเข้าใจเอง”
พูดไปก็คงไม่เห็นภาพ
หลินเยวียนเลือกวิธีที่ง่ายและตรงที่สุด เขาไม่ได้หาเพลงประกอบอะไรทั้งนั้น แต่ยืนต่อหน้าทั้งคู่แล้วร่ายรำขึ้นทันที เป็นระบำนกยูงเวอร์ชันหยางลี่ผิงที่งดงามอ่อนช้อย
แม้ว่าแท้จริงแล้วท่านี้จะเหมาะกับผู้หญิงมากกว่าก็ตาม。
แต่หลินเยวียนก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนี่นา
หลังจากร่ายรำไปได้ราวๆ สามนาที เขาก็หยุดลง กำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรสักอย่าง แต่กลับเห็นแฟรงค์กับอวิ๋นถงถงยืนแข็งราวกับรูปสลัก มองเขาด้วยสีหน้ามึนงงประหลาดราวกับพูดไม่ออก
นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
เขาทำอะไรผิดไปหรือเปล่า?
จริงสิ ถึงอย่างไรหยางลี่ผิงก็เป็นนักเต้นหญิง
เมื่อผู้ชายอกสามศอกอย่างเขามาร่ายรำท่านี้ ย่อมดูแปลกพิลึกเป็นธรรมดา
“ท่าเหล่านี้ถูกออกแบบมาสำหรับนักเต้นหญิง ถ้าผมเต้นก็อาจจะขาดเสน่ห์ไปบ้าง แต่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ถ้าให้อาจารย์อวิ๋นถงถงเต้นแทน จะต้องออกมาธรรมชาติและงดงามกว่ามากแน่นอน”
หลินเยวียนรีบอธิบาย
แต่ทั้งคู่ก็ยังไม่พูดอะไร ราวกับถูกพรากเอาความสามารถทางภาษาไปเสียแล้ว แขนขาที่ผ่านการฝึกฝนมานับปีนับชาติกลับแข็งทื่อไปหมด
ผ่านไปนานโข
แฟรงค์ถึงกับกลืนน้ำลายก่อนเอ่ยเสียงแหบต่ำว่า “คุณเรียกสิ่งนี้ว่าดัดแปลงหรือครับ?”
อวิ๋นถงถงซึ่งอยู่ด้านข้างเพิ่งตั้งสติได้ เสียงสั่นพร่า “ตอนแรกบอกว่าจะดัดแปลง ไม่ได้บอกว่าจะทำให้เหนือชั้นจนเราตามไม่ทันแบบนี้นะคะ…”
ให้ตายสิ!
นี่มันเรียกว่าดัดแปลงตรงไหนกันเล่า?
สิ่งที่เซี่ยนอวี๋ทำเมื่อครู่ มันคือการสร้างระบำนกยูงขึ้นมาใหม่ทั้งชุดต่างหาก แถมความงดงามยังสะกดสายตา ชนิดที่ตราตรึงถึงจิตวิญญาณเชียวละ!
เอาเถอะ
หลินเยวียนโล่งอก อีกฝ่ายไม่ได้สงสัยในตัวท่ารำก็พอแล้ว
ไม่นาน
ก็มีคนสืบจนได้ความจริงมาแล้ว
ทุกฝ่ายถึงบางอ้อกันหมด ว่าทำไมเซี่ยนอวี๋ถึงโผล่มาในกองถ่ายรายการแบบกะทันหัน
“ถามผู้กำกับมาแล้วนะ”
“เซี่ยนอวี๋มาในฐานะผู้ช่วยของทีมฉินโจวจริงๆ …”
“ตายๆๆ !”
“ฉันยังพูดไม่จบเลย เซี่ยนอวี๋มาเป็นผู้ช่วยฉินโจวก็จริง แต่ไม่ได้มาเป็นนักประพันธ์เพลง แล้วก็ไม่ได้มาเป็นนักร้อง เขามาเพื่อช่วยตรวจงานและออกแบบเวทีให้ทีมฉินโจวต่างหาก!”
“ให้ตายเถอะ พูดให้มันต่อเนื่องหน่อยได้ไหม”
“ทำฉันเกือบหัวใจวายแล้วนะ!”
“แต่คุมงานเวทีนี่มันอะไรกัน เซี่ยนอวี๋ทำเป็นด้วยหรือ?”
“พี่ไม่รู้จริงดิ เซี่ยนอวี๋น่ะอยู่อันดับสิบเอ็ดของการจัดอันดับสาขาการเต้นเลยนะ เป็นตัวโหดเลยละ!”
“บ้าน่ะ การเต้น? ฉันไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้เลย!”
“ก็แปลว่าเขามาในฐานะนักเต้น หรือไม่ก็เป็นคนออกแบบท่าเต้นใช่ไหมล่ะ?”
“งั้นก็แล้วไป
“ปัญหาไม่ใหญ่ แค่ตกใจไปหน่อยเอง”
“ยังไงเวทีก็เป็นแค่ตัวช่วยเสริมอยู่แล้ว อีกอย่างนักเต้นระดับท็อปเราก็ไม่ใช่ว่าจะหาไม่ได้ อย่างฝั่งจงโจวนู่น เขายังเชิญคนที่ติดอันดับสิบมาทำงานออกแบบท่าเต้นเลยนะ ซึ่งอันดับยังสูงกว่าเซี่ยนอวี๋อีกด้วย!”
“จะอันดับสิบเอ็ดหรือจะสิบก็แล้วไปเถอะ!”
“ตอนนี้แต่ละทวีปก็แห่กันเชิญพวกนักเต้นที่ติดสิบอันดับแรกมาช่วยทีมทั้งนั้นแหละ”
จริงอยู่ที่เซี่ยนอวี๋ติดอันดับสิบเอ็ดของการจัดอันดับนักเต้น ถือว่าไม่ธรรมดา แต่เมื่อเทียบกับเขาในฐานะนักประพันธ์เพลงหรือนักร้องแล้ว งานควบคุมเวทีก็ไม่ได้ดูน่ากลัวอะไรนัก
แต่ละทวีปเตรียมรับมือกันมานานแล้ว
สายตาของหลายฝ่ายถึงขั้นเล็งไปที่เหล่านักเต้น 10 อันดับแรกของบลูสตาร์หวังจะดึงสุดยอดปรมาจารย์เต้นมาเสริมทัพให้ได้
เมื่อเทียบกับเหล่านั้น อันดับ 11 ของเซี่ยนอวี๋ก็ดูไม่ได้น่ากลัวเท่าไหร่นัก
กลับเป็นอบิเกลที่ผิดหวังสุดๆ เมื่อได้ยินข่าวนี้
“ไร้สาระสิ้นดี!”
…………………………………………………….

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน
ตอน 837-839 ไม่มีข้อความเลยครับ...