เข้าสู่ระบบผ่าน

Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน นิยาย บท 1226

ตอนที่ 1226 กฎเหล็กสามข้อของหุ่นยนต์

หลายวันถัดมา หลินเยวียนแทบไม่ย่างกรายออกจากบ้าน เขาอาศัยฤทธิ์จากยาชูกำลังมาทุ่มเทสำหรับการเขียนข้าคือหุ่นยนต์อย่างเต็มกำลัง

เขียน!

เขียน!

แล้วก็เขียน!

ในระหว่างนั้น โลกออนไลน์ก็ยังคงเต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ นักเขียนทั้งสามที่เคยออกมาท้าฉู่ขวงประชันวรรณกรรมก็ทยอยส่งผลงานออกมาแล้ว!

ความจริงพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า

ทั้งตวนอู่หมิง นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์จากฉีโจว เถิงหลง นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์จากหานโจว และอันจือ นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์จากจ้าวโจว จะรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล

เริ่มจากตวนอู่หมิงจากฉีโจว

งานประชันวรรณกรรมของเขามีไอเดียน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ทว่าตอนจบกลับให้ความรู้สึกเร่งรัด ราวกับเขียนแบบเร่งรีบส่งงานเสียมากกว่า

ต่อมาคือเถิงหลงจากหานโจว

ผลงานของเถิงหลงว่าด้วยสงครามระหว่างดวงดาว เป็นนิยายวิทยาศาสตร์สายแข็งขนานแท้ เรียกได้ว่าแทบหาข้อบกพร่องไม่เจอ โดยรวมเหนือกว่าตวนอู่หมิงอยู่พอสมควร หากจะหาข้อบกพร่องก็คือโครงสร้างที่เป็นแบบแผนเกินไป ขาดความแปลกใหม่และความคิดสร้างสรรค์

สุดท้ายก็มาถึงอันจือจากจ้าวโจว

อันจือเลือกเบี่ยงแนวทางไปเขียนนิยายวิทยาศาสตร์สายอ่อน ดูคล้ายกับว่าพยายามเดินตามรอยฉู่ขวง แต่เพราะองค์ประกอบทางไซไฟเบาบางเกินไป ทำให้เรื่องราวของเขานั้นดูคล้ายกับงานเล่าเรื่องเข้าชมรมเล่านิทานมากกว่าจะเป็นการเข้าร่วมศึกประลองนิยายวิทยาศาสตร์

สรุปแล้ว

ทั้งสามคนล้วนเป็นนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้า ผลงานที่หยิบมาใช้ประลองก็มีคุณภาพน่าชื่นชมทั้งนั้น เพียงแต่โดยรวมแล้วระดับฝีมือก็ใกล้เคียงกับนักเขียนสามคนที่เคยแพ้ฉู่ขวงไปก่อนหน้านี้ จะมีก็เพียงเถิงหลงจากหานโจวที่โดดเด่นขึ้นมา ผลงานของเขาพอจะเทียบเคียงกับนิยายวิทยาศาสตร์ที่สายอ่อนของฉู่ขวงได้บ้าง แต่ถึงอย่างนั้น ระดับของภัยคุกคามเพียงเท่านี้ ก็ย่อมไม่อาจทำให้เหล่าผู้ที่ตั้งตารอความล้มเหลวของฉู่ขวงรู้สึกพอใจได้

เมื่อวงการนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์อ่านผลงานของสามขี้ขลาดจบลง

“ก็ว่าแล้วเชียวว่าไม่น่ารอด”

“ยกเว้นบรรดาปรมาจารย์จากจงโจวกับเว่ยโจวแล้ว นักเขียนไซไฟจากทวีปอื่นๆ พอเผชิญหน้ากับฉู่ขวงก็แทบไม่ต่างอะไรกับการประเคนหัวไปให้เขาทุบถึงที่”

“นั่นสิ”

“คนเดียวที่พอจะสร้างแรงกดดันให้ฉู่ขวงได้ ก็คงเป็นเถิงหลงกับงานไซไฟสายแข็งเรื่องนี้ แต่ก็ยังติดที่ทำเป็นสูตรสำเร็จเกินไป รู้สึกเหมือนช่วงหลายปีมานี้ เถิงหลงเขียนไซไฟทุกเรื่องตามแม่พิมพ์เดียวกันหมด”

“ช่างเถอะ”

“ทั้งสามคนนี้ไม่ใช่ภัยคุกคามใหญ่ของเจ้าแก่ฉู่ขวงหรอก จะฝากความหวังไว้แทบไม่ได้เลย เว้นเสียแต่ว่าฉู่ขวงจะหมดแรงเขียนขึ้นมาจริง ๆ ”

“ไปต่อเถอะ!”

“เร่งเวลาไปถึงตอนที่ฟ่านชงลงสนามเลยเถอะ!”

“ฉันไปเห็นบล็อกของฟ่านชง เขาโพสต์พรีวิวไว้แล้ว บอกว่านิยายจะเผยแพร่พรุ่งนี้ นิยายขนาดยาวจะเผยแพร่ผ่านช่องทางการตีพิมพ์”

“ดีเลย!”

“พรุ่งนี้ต้องช่วยกันสนับสนุนฟ่านชงให้เต็มที่ ได้ยินว่าจะมีงานแจกลายเซ็นด้วย ใครว่างอย่าลืมไปเข้าร่วมกันนะ!”

ไม่นานนัก ทุกคนก็เลิกสนใจจอมขี้ขลาดทั้งสามไป เพราะคู่ต่อสู้ที่แท้จริงของฉู่ขวง และยังเป็นคู่แข่งที่น่าหวาดหวั่นที่สุดในตอนนี้ ได้ปรากฏตัวแล้ว!

รุ่งขึ้น

ผลงานเล่มใหม่ของฟ่านชง ‘ปฏิวัติจักรกล’ ได้รับการเผยแพร่อย่างเป็นทางการ!

เช้าวันนั้น

ร้านหนังสือขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในเว่ยโจว

เพื่อสร้างกระแสให้กับผลงานเล่มใหม่นี้ สำนักพิมพ์ที่อยู่เบื้องหลังฟ่านชงได้จัดงานเปิดตัวพร้อมแจกลายเซ็นขึ้นโดยเฉพาะ

ในงานเชิญนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดังหลายคนมาร่วมสร้างสีสัน

นอกจากนี้ยังมีผู้สื่อข่าวจำนวนมากเข้าร่วมด้วย!

บรรดานักข่าวต่างก็ตื่นเต้นเป็นพิเศษ รอยยิ้มเต็มไปด้วยความกระหายข่าว

การประชันวรรณกรรมระหว่างฟ่านชงกับฉู่ขวงคือประเด็นสนทนาที่ร้อนแรงที่สุดในช่วงนี้ ดึงดูดสายตาผู้คนมหาศาล ในฐานะสื่อมวลชน พวกเขาจะพลาดงานใหญ่เช่นนี้ไปได้อย่างไร!

ไม่นานนักงานแจกลายเซ็นก็เริ่มต้นขึ้น

เข้าสู่ช่วงถาม ตอบของผู้สื่อข่าว

“ไม่ทราบว่า อาจารย์ฟ่านชงมีความคิดเห็นอย่างไรที่อาจารย์ฉู่ขวงก็เลือกจะเขียนเรื่องแนวหุ่นยนต์เหมือนกันครับ?”

“ฉู่ขวงก็บ้าบิ่นสมชื่อของเขานั่นแหละ”

“หมายความว่าคุณคิดว่าเขาอวดดีเกินไปใช่หรือไม่?”

“แล้วแต่คุณจะตีความ”

ฟ่านชงยังไม่ถึงขั้นจะใช้ถ้อยคำหยาบคายด่าทอแบบตรงไปตรงมา

ถึงอย่างไรในฐานะบุคลากรสายวรรณกรรม ต่อให้จะวิจารณ์ก็ยังคงใช้ถ้อยคำอ้อมค้อมสุภาพ

จากนั้น

ก็มีผู้สื่อข่าวถามต่อว่า “คุณมั่นใจไหมครับ?”

ฟ่านชงตอบอย่างจริงจังว่า“หากครั้งนี้ผมแพ้ ผมจะเลิกเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ที่ใช้ธีมหุ่นยนต์”

โอ้โฮ!

เมื่อครู่ยังแอบเหน็บฉู่ขวงว่าอวดดีอยู่เลย แต่คราวนี้กลับกล้าเอาตัวเองมาเดิมพันใหญ่โตเสียเอง ว่าถ้าแพ้จะไม่เขียนนิยายแนวหุ่นยนต์อีกต่อไป!

ความมั่นใจเต็มเปี่ยมของจริง!

ผู้สื่อข่าวคนที่สามถามต่อว่า

“มีอะไรอยากพูดจากใจบ้างไหมครับ?”

ฟ่านชงตอบอย่างเสียงเรียบว่า “ความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ ก็คือมนุษย์ไม่อาจมีเหตุผลได้เท่าหุ่นยนต์ มนุษย์ย่อมมีอารมณ์ หุนหันพลันแล่น และบางครั้งก็หลงทางจนไม่อาจมองเห็นตนเองได้ชัดเจน ผมชื่นชอบในความมีเหตุผลที่ทำงานตามโปรแกรมของหุ่นยนต์ และใฝ่ฝันอยากเป็นเช่นนั้นมาโดยตลอด ดังนั้นผมจึงทำเพียงสิ่งที่มั่นใจว่าทำได้จริง และไม่ให้สัญญาใดๆ ที่ตนเองไม่อาจทำได้”

ให้ตายเถอะ

คำพูดนี้ชัดเจนว่ามีการเหน็บฉู่ขวงแฝงอยู่ด้วย

คนสายวรรณกรรมนี่นะ เวลาพูดก็มักมีลูกเล่นน่าสนใจ

“แปะๆๆ !”

เหล่านักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ที่มาร่วมงานพากันนำปรบมือ

บรรดาแฟนคลับของฟ่านชงก็ช่วยกันส่งเสียงปรบมือดังกึกก้องจนบรรยากาศถึงจุดพีค

ทั่วทุกทวีป

ร้านหนังสือนับไม่ถ้วน

ผลงานนิยายของฟ่านชงก็ขายดีถล่มทลายทันทีที่วางจำหน่าย แทบจะพร้อมๆ กันกับงานแจกลายเซ็น!

“ในที่สุดก็มาสักที!”

“รอมานานแล้วนะ!”

“พวกคุณดูไลฟ์สดสัมภาษณ์ในงานแจกลายเซ็นของฟ่านชงเมื่อกี้หรือยัง?”

“ว่าอย่างไรบ้าง?”

“ไปดูเองเถอะ ตอนนี้ข่าวในเน็ตเต็มไปหมดแล้ว!”

“ให้ตายเถอะ!”

“ถ้าแพ้ก็จะเลิกเขียนไซไฟแนวหุ่นยนต์ตลอดไป?”

“นี่สิถึงจะเรียกว่าปะทะกันอย่างแท้จริง ถึงฉู่ขวงจะบ้าบิ่นยังไง เขาก็ไม่ถอย!”

“เร้าใจจริงๆ !”

“ปกติอาจารย์ฟ่านเป็นคนถ่อมตัว พอเขากล้าพูดแบบนี้ แปลว่าเขามั่นใจเต็มร้อยแล้ว!”

“ถ้าอย่างนั้น นิยายเล่มนี้ต้องยอดเยี่ยมอย่างไม่ต้องสงสัย!”

“โดยเฉพาะฉู่ขวงที่ทำตัวเหมือนสมองกลับ กล้าดียังไงถึงไปแข่งในธีมหุ่นยนต์กับอาจารย์ฟ่าน แบบนี้มันรนหาที่ตายชัดๆ นะ!”

ในหมู่แฟนคลับของฉู่ขวง

“ฉู่ขวงแพ้แหงๆ ”

“ฟ่านชงอาจได้รางวัลซิงเหออีกครั้งก็เป็นได้”

“ได้ยินมาว่าวันนี้ยอดขายนิยายก็ทำผลงานได้ดีมาก”

“พรุ่งนี้คงจะสูงกว่านี้อีก”

“บนสตาร์เน็ต นิยายเรื่องนี้ได้ถึงแปดจุดเจ็ดคะแนนแล้ว ทั้งเสียงชื่นชมทั้งยอดขายต่างก็พุ่งแรง!”

ที่บ้าน

เวลาสามทุ่มสิบนาที

หลินเยวียนพิมพ์ตัวอักษรสุดท้ายลงบนเอกสาร ก่อนจะยืดเส้นยืดสายด้วยความโล่งใจ

นิยาย ‘ข้าคือหุ่นยนต์’ เสร็จสมบูรณ์แล้ว!

เรื่องสั้นเก้าเรื่อง หลินเยวียนใช้เวลาไม่นานก็เขียนจบ

ข้าคือหุ่นยนต์แม้จะถูกเเรียกว่าเป็นนวนิยายขนาดยาว แต่ก็ไม่ได้เป็นเล่มใหญ่โตนัก

เมื่อหันไปดูความเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์

หืม?

คู่แข่งทั้งสี่ต่างก็ปล่อยผลงานใหม่ออกมาพร้อมกันหมดแล้วหรือ รวมถึงฟ่านชงด้วย

ต้องยอมรับว่า

หลินเยวียนเป็นคนที่ทำอะไรอย่างมั่นคงเสมอ เวลาประชันวรรณกรรมก็มักเลือกออกหมัดทีหลัง

เพราะวิธีนี้จะทำให้เขาประเมินพลังของผลงานคู่แข่งได้ก่อน แล้วจึงค่อยตัดสินใจปรับระดับงานของตนให้เหมาะสม

ราวกับกำลังเล่นไพ่ไม่มีผิด

และหากเป็นไปตามนิสัยนี้ วันนี้หลินเยวียนก็ต้องหยิบผลงานของคู่แข่งทั้งสี่มาอ่านผ่านตาสักรอบแน่ๆ

แต่ครั้งนี้หลินเยวียนกลับไม่อยากยุ่งยากอีกแล้ว

ไม่ว่าผลงานของคู่แข่งจะเขียนได้ยอดเยี่ยมเพียงใด ในเมื่อเขาถึงขั้นหยิบกฎเหล็กสามข้อของหุ่นยนต์ออกมาแล้ว ชัยชนะยังจะไม่มั่นคงพออีกหรือ?

งั้นก็ปล่อยเลยแล้วกัน!

เขาไม่แม้แต่จะดูว่าฟ่านชงและคู่แข่งอีกสามคนเขียนอะไรกันออกมา หลินเยวียนก็ใช้บัญชีบล็อกของฉู่ขวง เผยแพร่ผลงานข้าคือหุ่นยนต์ทั้งเก้าเรื่องออกมาในคราวเดียว!

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง

พร้อมกับการเผยแพร่ทั้งเก้าเรื่อง หลินเยวียนก็ได้ประกาศ กฎเหล็กสามข้อของหุ่นยนต์บนบลูสตาร์เป็นครั้งแรก!

กฎข้อที่หนึ่ง หุ่นยนต์จะต้องไม่ทำร้ายมนุษย์ หรือเพิกเฉยเมื่อมนุษย์ตกอยู่ในอันตราย

กฎข้อที่สอง หุ่นยนต์จะต้องเชื่อฟังคำสั่งของมนุษย์ เว้นแต่คำสั่งนั้นจะขัดแย้งกับกฎข้อที่หนึ่ง

กฎข้อที่สาม หุ่นยนต์จะต้องปกป้องตนเอง ตราบเท่าที่การปกป้องนั้นไม่ขัดแย้งกับกฎข้อที่หนึ่งหรือข้อที่สอง

กฎทั้งสามข้อ!

หนึ่งในผลงานอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่อาซิมอฟมอบให้แก่วงการนิยายวิทยาศาสตร์ กฎทองคำสามข้อของหุ่นยนต์ ได้ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันในศึกประชันวรรณกรรมครั้งนี้!

ชั่วขณะนั้น

หลายคนถึงกับยังไม่ได้กดเข้าไปอ่านเนื้อหาของข้าคือหุ่นยนต์ด้วยซ้ำ ก็ถูกกฎเหล็กสามข้อนี้ทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง!

โดยเฉพาะในหมู่แฟนนิยายวิทยาศาสตร์

และยิ่งกว่านั้น ในสายตาของนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์แห่งบลูสตาร์

การปรากฏขึ้นอย่างโดดเด่นของกฎเหล็กสามข้อของหุ่นยนต์ ราวกับพายุพัดกระหน่ำโลก สายฟ้าฟาดผ่าท้องนภา สายฟ้าแลบแหวกความมืดมิด!

ครืน!

ดุจดั่งสัจธรรมที่ชำแรกเข้าสู่หัวใจ!

วงการนิยายวิทยาศาสตร์พลันเดือดพล่าน!

…………………………………………………

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน