บทที่ 111 พลังรบเพิ่มขึ้นสามเท่า!
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่
ซูเย่ที่นั่งขัดสมาธิฝึกฝนอยู่ตลอดก็เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านลมหายใจอย่างประหลาด
ไม่ใช่เรื่องรูปลักษณ์ แต่เป็นความรู้สึกเมื่อได้มอง
เป็นสิ่งที่รู้สึกได้มากกว่าจับต้องได้ เหมือนกับพลังงานของคน ๆ หนึ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลง
หากจะบอกว่าซูเย่ก่อนหน้านี้เป็นเพียงเด็กผู้ชายไม่ประสีประสา ถ้าอย่างนั้นเขาในตอนนี้ดูแล้วให้ความรู้สึกหนักแน่นและลึกลับผิดหูผิดตา!
ไม่รู้ทำไม
ซูเย่ถึงดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น
ซูเย่เองก็มีความรู้สึกแบบนี้เหมือนกัน
เขารู้ดีว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากพลังปราณในตัวเขา
ภายใต้การหล่อหลอมของ ‘จารึกวิญญาณปฐมปราณ’ เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งปนเปื้อนทั้งหมดในพลังปราณตัวเองถูกกำจัดออกไปทั้งหมดท่ามกลางการฝึกฝนหล่อหลอม
เช่นเดียวกับพลังปราณที่สูงขึ้น! …พลังกายของซูเย่เองก็เพิ่มขึ้น!
“พลังกายเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสามเท่า!”
“น่าเสียดาย….”
ซูเย่ลืมตา สายตาฉายแววดีใจ ก่อนจะลุกขึ้นและส่ายหัวพร้อมพึมพำ “วิชาส่วนนี้ใช้ถึงได้แค่ขั้นห้า ถ้าสูงกว่าขั้นห้าจะใช้ไม่ได้แล้ว”
แม้ว่าตอนนี้การฝึกฝนจะจบลงไป
เขายังคงรู้สึกได้ว่ามีค้อนเล่มหนึ่งอยู่ตรงตันเถียน
ภายใต้สถานการณ์ที่ตัวเองไม่ได้โคจรวิชา ‘จารึกวิญญาณปฐมปราณ’ ค้อนเล่มนี้จะสกัดพลังปราณในตัวอัตโนมัติ เพียงแต่ในความเร็วที่ช้าลงเท่านั้น
ด้วยพลังปราณก่อนขั้นห้าไม่ได้แกร่งกล้า สกัดด้วยค้อนเล่มนี้ก็พอ
หากบรรลุขั้นห้า
ผลลัพธ์ของค้อนเล่มนี้คงจะลดทอนลงอย่างมาก ต่อให้เร่งด้วยพลังทั้งหมดก็คงสกัดไม่ไหว
“จารึกวิญญาณปฐมปราณเป็นวิชาสกัดพลังปราณให้บริสุทธิ์หรือนี่” ซูเย่อุทาน
เขารู้แค่ว่าจารึกวิญญาณปฐมปราณช่วยให้คนที่บรรลุจุดสูงสุดของวรยุทธยังบำเพ็ญต่อได้ แต่ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าจารึกวิญญาณปฐมปราณเป็นวิชาแบบไหน
ตอนนี้ ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้ว
แม้ว่าคนโบราณจะมีพลังวิชาแกร่งกล้าในการบำเพ็ญฝึกฝนมากมาย แต่หลังจากบรรลุถึงจุดสูงสุดแล้วก็ไม่อาจบรรลุได้ต่อ เหตุผลที่บำเพ็ญต่อไม่ได้เพราะพลังปราณในร่างไม่บริสุทธิ์พอ
ไม่ว่าจะยุคไหน
ไม่ว่าความหนาแน่นของพลังปราณจะหนาแน่นหรือเบาบาง ก็ยังมีสิ่งปนเปื้อนอยู่มาก
แม้แต่ซูเย่ ก่อนเขาเจอจารึกวิญญาณปฐมปราณก็ไม่เคยคิดเลยว่าพลังปราณก็มีการแยกคุณภาพ
ได้วิชานี้มา
วรยุทธสูงสุดของคนโบราณเมื่อพันปีก่อนก็ไม่ถือว่าเป็นจุดสูงสุดอีกต่อไป
มีแต่ต้องยืนอยู่บนจุดสูงสุด ใช้จารึกวิญญาณปฐมปราณสกัดพลังปราณทั้งหมดในร่างจนบริสุทธิ์แล้ว ให้มีช่องว่างในชีพจร แล้วถึงดูดกลืนและสกัดได้
ทำเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมา จนกระทั่งในร่างกายเต็มไปด้วยพลังปราณบริสุทธิ์จึงจะถือว่าเป็นจุดสูงสุดอย่างแท้จริง!
‘ไม่รู้ว่าบทที่สองจะสกัดอากาศถึงขั้นไหน’ ซูเย่คิดในใจ
ในเมื่อรู้แล้วว่ามีจารึกวิญญาณปฐมปราณอยู่บนโลกใบนี้ เช่นนั้นหลังจากนี้ไม่ว่ายังไงก็ต้องทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อตามหา ต่อให้ต้องจ่ายในราคาที่สูงเพียงใด ก็ต้องได้มาครบให้ ได้!
‘ที่นี่มีบทเริ่ม ถ้าอย่างนั้นบทที่สองจะอยู่ในองค์กรคนเหนือคนหรือเปล่านะ?’ ซูเย่นึกในใจ
ด้วยสถานการณ์ที่ไร้เบาะแส องค์กรคนเหนือคนพอจะนับว่าเป็นเบาะแสนึงได้
รู้อย่างนี้ไม่ฆ่าผู้เฒ่าดีกว่า จะได้ถามอะไรอีกหน่อย
“ช่างเถอะ ฆ่าไปแล้ว เขาเองก็คงไม่รู้ประโยชน์ของเจ้าสิ่งนี้ และอาจไม่รู้ด้วยว่าในนี้บันทึกอะไรไว้ มิฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่บำเพ็ญ ถ้าได้บำเพ็ญตอนนี้ก็คงไม่พบจุดจบเช่นน นี้
ซูเย่มองศพผู้เฒ่าที่นอนอยู่ด้านหน้า
“นี่แหละข้อเสียของการไม่มีความรู้” ซูเย่ส่ายหัว
บนกระดองเต่าเต็มไปด้วยอักษาเจี๊ยกู่ ต่อให้วานผู้เชี่ยวชาญแปลก็ใช่ว่าจะแปลได้ทั้งหมด จนอีกฝ่ายอดได้ประโยชน์จากของดีขนาดนี้
“ถ้าได้เจอองค์กรคนเหนือคนหลังจากนี้ ต้องเสาะหาให้ดี ไม่แน่อาจมีบทที่เหลือ!”
ซูเย่ตั้งใจกับตัวเองไว้แบบนั้น
“ได้เวลาไปแล้ว” ซูเย่กวาดสายตามองไปรอบ ๆ อีกครั้ง เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่ลืมอะไร เขาจึงเอื้อมมือไปหยิบตราประทับสำริดจากอกของผู้เฒ่า
เขาลองมองเครื่องมืออาคมที่ใช้ในการตั้งค่ายกล เก็บเข้ากระเป๋าแล้วจึงเดินออกจากถ้ำ
เดินไปเรื่อย ๆ
เขาเห็นแสงอาทิตย์
“หืม?”
ชายหนุ่มหยิบมือถือออกมาดู
และพานพบว่าตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงตรงแล้ว!
“เวร! แย่แล้ว! มัวแต่ฝึกฝนจนลืมดูเวลา การสอบคัดเลือกเริ่มไปแล้ว!”
ซูเย่ถือหีบที่เต็มไปด้วยเงินดอลลาร์ บนบ่าแบกเป้ที่บรรจุหยกปราณก้อนใหญ่ และพุ่งลงเขาด้วยความเร็วสูง
ลงเขาแล้วก็นั่งรถต่อตรงมาที่แถบใกล้ ๆ สนามสอบคัดเลือก ซึ่งซูเย่พบว่ารอบ ๆ สนามมีผู้ฝึกปราณแปลกหน้าโผล่มาจำนวนไม่น้อย
ในมือคนเหล่านี้ล้วนพกนาฬิกาสื่อสารมัลติฟังก์ชั่น
ซูเย่ถึงบางอ้อในบัดดล
น่าจะเป็นเพราะการจู่โจมเมื่อคืนนี้สร้างความระแวงให้กับกองสืบสวน เบื้องบนจึงส่งคนมาคุ้มกันทุกคนลับ ๆ
เขาไม่ได้ไปรบกวนคนเหล่านี้ แต่โทรหาหลี่เคอหมิง
หลี่เคอหมิงเดินออกมาจากรอบนอกสนาม
“ไปไหนมา?”
พอเห็นซูเย่ หลี่เคอหมิงก็หัวเราะเฝื่อนและถามด้วยสีหน้าสงสัย “ทำไมถึงหายไปไหนไม่รู้แต่เช้า โทรไปก็ไม่มีสัญญาณ”
“ออกไปทำธุระมาครับ ปรากฏว่าสายครับ”
ซูเย่ก็พูดด้วยรอยยิ้มเฝื่อน ๆ “ผมไปเข้าสอบคัดเลือกวิชาแขนงจักษุวิทยาตอนนี้ทันไหมครับ ผมใช้เวลาสอบแค่ครึ่งเดียวของทุกคนก็ได้ครับ”
“ไม่ทันแล้ว”
หลี่เคอหมิงส่ายหัว “ฉันพยายามขอให้แล้ว แต่ตอนนี้การสอบเริ่มต้นขึ้นแล้ว มาสายก็สอบไม่ได้”
“เด็ดขาดขนาดนั้นเลยเหรอ?” ซูเย่พูดอย่างทำอะไรไม่ได้
“ที่จริงนายก็น่าจะให้โอกาสคนอื่น ๆ จากมหาวิทยาลัยอื่น ๆ บ้างนะ กินรวบคนเดียวมันไม่ดี”
หลี่เคอหมิงสั่งสอน “ตอนนี้นายแบกภาระหนักถึงเจ็ดแขนงแล้ว เหลือไว้ให้คนอื่นบ้าง อย่าให้คนอื่นคิดว่าฝ่ายมหาวิทยาลัยมีแค่นายซูเย่”
“ก็ได้ครับ” ซูเย่ถอนหายใจเบา ๆ เจ็ดวิชาก็เจ็ดวิชา จะเกินมาหนึ่งหรือหายไปหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่
“ถ้าอย่างนั้นผมไปทำธุระต่อแล้วนะครับ”
หลี่เคอหมิงยิ้มและพยักหน้า เจ้านี่ดูท่าเป็นตัวแทนถึงเจ็ดวิชาแล้วยังไม่รู้จักพอ นายไม่เห็นหรอกว่าพอนายไม่มา บรรดาผู้เข้าสอบวิชาจักษุวิทยาดีใจขนาดไหน!
……
ซูเย่นั่งรถเข้าไปในเขตเมืองจงหยวน ไปที่ธนาคารแห่งประเทศจีน แลกดอลลาร์ทั้งหมดเป็นเงินหยวนก่อนจะฝากเข้าบัญชี แล้วจึงเปิด ‘แอปช่วยเหลือคนรายได้น้อย’ และทำการบริจาค
สุดท้าย หลังจากบริจาคเงินทุกหยวนแล้ว
แต้มจิตสาธารณะของซูเย่บวกกับจำนวนคนที่เขารักษารวมแล้วได้มา 600 แต้ม
“ออกจะช้าไปหน่อยนะ”
ซูเย่อุทาน
พอนึกถึงว่าจะบรรลุวิชาห่าวหรานคราวหน้าต้องใช้แต้มจิตสาธารณะ 10,000 แต้ม เขาก็รู้สึกว่าอัตราคืบหน้าของตัวเองเหมือนจะถูกถ่วงไว้
“อยู่ว่างไปก็เท่านั้น สู้ไปหาเงินดีกว่า”



VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เซียนอมตะ 2,500 ปี [我只有两千五百岁]