หลังจากเตรียมตัวกันพร้อมแล้ว เย่ชิวกับพวกก็พุ่งตัวกระโดดลงไปในหลุมฟ้า
ทันใดนั้น ทุกอย่างตรงหน้าก็มืดมิดลงราวกับถูกตัดขาดจากโลกที่สว่างไสว แล้วร่วงฮวบสู่หุบเหวแห่งความมืดไร้ก้นบึ้ง
เหวฝังสวรรค์ ชื่อนั้นสมดังรูป ราวบาดแผลมหึมากลางฟ้าดิน ลึกมองไม่เห็นก้น
ผนังหุบเหวรอบด้านชันเสมือนถูกมีดผ่าผ่าน บางแห่งยังเห็นต้นไม้แห้งกรังไม่กี่ต้น ขดเกลียวดุจมังกรชรา
ยิ่งร่วงลงไปลึกเท่าไร อากาศรอบตัวก็ยิ่งหนักอึ้ง กดทับจนแทบหายใจไม่ออก
กระแสลมหยินเย็นยะเยือกพุ่งเข้ามาจากสี่ทิศแปดทาง เหมือนน้ำแข็งทิ่มกระดูก ต่อให้พวกเขามีพลังบำเพ็ญเพียรล้ำลึก ก็ยังอดตัวสั่นสะท้านไม่ได้
ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงก้นหลุมฟ้า
พอเงยหน้ามองไปรอบ ๆ สิ่งที่เห็นกลับมีแต่ภาพเหี่ยวแห้งรกร้าง
พืชพรรณรอบด้านตายสนิทมานาน ใบไม้ทับถมหนาเป็นชั้นบนพื้น ส่งกลิ่นอับชื้นผุพังโชยอยู่เป็นระยะ
ยังมีต้นไม้ใหญ่บางต้นที่เหลือเพียงลำต้นโล่งเปลือย คล้ายปลายนิ้วของคนตายเหยียดแผ่ไร้เรี่ยวแรงไปทุกทิศ
ที่นี่แทบไม่มีแสงสว่าง มืดสลัวอย่างน่าประหลาด แม้จะเป็นกลางวันก็เหมือนถูกม่านหมอกดำทึบห่อหุ้มไว้ ทำให้แทบแยกทิศทางไม่ออก
“ที่นี่เหมือนนรกเก้าภพไม่มีผิดเลย”
เฟิงอู๋เหินพึมพำออกมาเบา ๆ อย่างกลั้นไม่อยู่
เสียงนั้นสะท้อนก้องอยู่ในหลุมฟ้าอันเงียบงัน ยิ่งทำให้บรรยากาศน่าสยดสยองขึ้นไปอีก
เย่ชิวขมวดคิ้วแน่น เขารู้สึกได้ว่าญาณรับรู้ของตัวเองถูกจำกัดอย่างรุนแรงในที่แห่งนี้ เหมือนมีพลังลึกลับไร้รูปคอยรบกวนการตรวจค้นอยู่ตลอด
“ทุกคนระวัง ที่นี่ไม่ธรรมดา”
ทุกคนพยักหน้ารับ แต่ละคนล้วนเร่งยกระดับความระมัดระวังขึ้น
ส่วนเซวียนหยวนหรงเอ๋อร์เดินเบียดติดอยู่ข้างกายเย่ชิว มือหนึ่งกำชายเสื้อเขาแน่น สีหน้าตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
พวกเขาเดินลึกต่อไป พื้นใต้ฝ่าเท้าขรุขระเป็นหลุมบ่อ
จู่ ๆ เซวียนหยวนหรงเอ๋อร์ก็ชะงักฝีเท้า เอ่ยเสียงสั่นระริกว่า “เย่ฉางเซิง ฉะ...ฉันเหมือนเหยียบโดนอะไรบางอย่าง”
“หืม?” ปลายนิ้วของเย่ชิวปรากฏเปลวเพลิงพิเศษพุ่งลุกขึ้น ส่องสว่างไปยังพื้นด้านล่าง
เซวียนหยวนหรงเอ๋อร์ยกเท้าขึ้น ก็เห็นว่าใต้ฝ่าเท้าเป็นเพียงใบไม้ผุกร่อนชั้นหนึ่ง เย่ชิวสะบัดมือเบา ๆ ใบไม้เหล่านั้นก็ปลิวกระจาย เผยให้เห็นกะโหลกศีรษะหนึ่งลูก
พอดีกับที่เบ้าตาทั้งสองของกะโหลกศีรษะนั้นจ้องมองมาทางเซวียนหยวนหรงเอ๋อร์เข้าเต็ม ๆ
“กรี๊ด!”
เซวียนหยวนหรงเอ๋อร์ตกใจจนร้องเสียงหลง ทิ้งตัวกระโจนเข้ากอดเย่ชิวไว้แน่น
“ไม่เป็นไร แค่กะโหลกศีรษะก้อนเดียวเอง” เย่ชิวปลอบ
“แต่ฉันกลัว” เซวียนหยวนหรงเอ๋อร์เอ่ยเสียงเบา
เย่ชิวก้มมองกะโหลกนั้นอย่างละเอียด พบว่ากะโหลกทั้งลูกกลายเป็นสีดำสนิท ทว่ากลับยังมีเค้าลางของพลังเทพหลงเหลืออยู่ริบหรี่
นั่นหมายความว่า เจ้าของกะโหลกนี้สมัยยังมีชีวิตอยู่ ต้องเป็นยอดผู้กล้าเหนือฟ้าดินแน่นอน
“ไปกันเถอะ” เย่ชิวเอื้อมมือไปจูงเซวียนหยวนหรงเอ๋อร์ แล้วพาทุกคนเดินหน้าต่อ
เป็นระยะ ๆ พวกเขายังเหยียบโดนกระดูกขาวที่ไม่รู้ว่าเป็นของสิ่งใด บ้างชิ้นใหญ่บ้างชิ้นเล็ก บ้างสมบูรณ์บ้างแหลกแตก เกลื่อนกระจัดกระจายราวกับกำลังเล่าเรื่องการรบอันโหดเหี้ยมที่เคยเกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้
พลังหยินเย็นยะเยือกยิ่งหนาทึบขึ้นเรื่อย ๆ คล้ายมีดวงวิญญาณนับไม่ถ้วนเร่ร่อนอยู่กลางฟ้าดินผืนนี้ คอยเสาะหาวิญญาณมีชีวิตให้เกาะกิน
จู่ ๆ ก็มีลมระลอกหนึ่งพัดผ่านมา ลมนี้ไม่เหมือนลมหยินเย็นก่อนหน้า หากกลับแฝงกลิ่นหอมประหลาดเอาไว้ กลิ่นหอมเช่นนี้ยิ่งโดดเด่นผิดแผกในท่ามกลางความเหี่ยวแห้งรกร้าง
“ทุกคนระวัง กลิ่นนี่แปลก ๆ” เย่ชิวเตือนอย่างฉับไว
คำพูดเพิ่งจบดี ๆ ทิวทัศน์รอบด้านก็เริ่มแปรเปลี่ยน จากความมืดสลัวพลันถูกแสงสว่างฉาบทับ ทว่าความสว่างนั้นกลับฉูดฉาดวิปริต ทำเอาใจคนยิ่งกระสับกระส่าย
“นี่มัน...ค่ายกลภาพลวงตา!” สีหน้าของจางเหมยเจินเหรินซีดเผือด เขามองออกทันทีว่านี่คือภาพลวงตาที่ค่ายกลชักนำขึ้น
ดวงตาเย่ชิววาบแข็งกร้าว เขาลองใช้สัมผัสเทพตรวจสำรวจ ทว่ากลับพบว่าสัมผัสเทพเหมือนถูกพลังไร้รูปพันธนาการไว้ ไม่อาจแผ่ขยายออกไปได้ไกลนัก
“ตั้งสมาธิ ยึดเหนี่ยวจิตใจไว้ อย่าหลงเชื่อภาพลวงตาเด็ดขาด” เย่ชิวตะโกนกำชับ
เสียงเตือนของเขาก้องชัดอยู่ข้างหูทุกคน ราวระฆังปลุกสติให้ตื่นจากฝัน
ทุกคนพยักหน้ารับ ต่างก็หลับตาแน่น รวบรวมจิตให้มั่น พยายามจะต่อต้านภาพลวงตาที่โถมเข้าใส่อย่างกะทันหันนี้
ทว่าภายในภาพลวงตา ภาพสยองนานาชนิดกลับทยอยถาโถมเข้าใส่ไม่หยุด บางคนได้เห็นสิ่งที่ตนหวาดกลัวที่สุด บางคนกลับจมดิ่งลงสู่ความสับสนมืดมนและความสิ้นหวังไร้ที่สิ้นสุด
เซวียนหยวนหรงเอ๋อร์ก็หลับตาปี๋เช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นเธอยังรู้สึกได้ถึงบรรยากาศขนลุกชวนสยองรายล้อมอยู่รอบตัว มือของเธอกำมือเย่ชิวแน่นยิ่ง คล้ายกำลังเกาะเกี่ยวเขาเป็นที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียว
“ไม่ต้องกลัว หายใจตามจังหวะฉัน ช้า ๆ” เสียงของเย่ชิวดังขึ้นข้างหูเธอ เปรียบเหมือนลำแสงอุ่นส่องทะลุม่านหมอกหนาทึบของภาพลวงตา
ภายใต้การชี้นำของเย่ชิว จิตใจของเซวียนหยวนหรงเอ๋อร์ค่อย ๆ สงบลง เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งที เมื่อค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ภาพลวงตาตรงหน้าก็เริ่มเลือนราง และในที่สุดก็สลายหายไปไม่เหลือ
“ตื่นได้แล้ว!” เย่ชิวตะโกนก้อง ปลุกให้ทุกคนหลุดออกจากภาพลวงตา
ทุกคนทยอยลืมตา แววตาแต่ละคู่ยังคงหลงเหลือความหวาดผวาอยู่เล็กน้อย
ทว่าใครจะคาดคิด พอเงยหน้ามองไปข้างหน้า กลับต้องพบว่าเบื้องหน้านั้นคือทิวทัศน์อีกแบบหนึ่งโดยสิ้นเชิง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: วิสารทแพทย์เทวัญ
ตอนที่ 261-281 ทำไมมีตอนละไม่กี่บรรทัด...
เรื่องนี้มีเติมเงินอ่านไหมครับ แนะนำหน่อย...
ทำไมลงวันละตอนแล้วครับ ช่วยชี้แจงหน่อยครับ...
ทำไมช่วงนี้ลงวันละตอนล่ะครับอีกอย่างช่วงแรกได้อ่านตั้งแต่7โมงเช้าแต่พอลงตอนเดียวต้องอ่านตอน3โมงเย็น...
ไอ้ชิบหาย มีแต่หน้าเปล่าๆมา3วันแล้ว พอๆเลิกอ่านบล็อคแม่งออกเลย หนังสือที่อื่นมีอ่านเยอะแยะ...
หลังๆทำไมลงแต่หน้าเปล่า ไม่มีตัวหนังสือสักตัว...
จะอ่านบท1611-1616ยังใงคับ...
ตอนที่ 267 - 301 มีแค่ 2-3 บรรทัดเองรบกวนแก้ไขให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ...
อยากอ่านจนจบเรื่องทำไงบ้างครับ...
ฮาเร็มไหมครับ...