หญิงผู้นี้ ไม่มีอะไรให้ต้องกลัวอีกแล้ว
นางเงยหน้ามององค์หญิงมู่เหยี่ย แล้วยิ้มคล้ายกับไม่ยิ้มออกมา “ก่อนที่ท่านจะลงมือกับข้า พวกเรามาวิเคราะห์บทสนทนาเมื่อครู่นี้ให้ชัดเจนเสียก่อนจะดีกว่า มู่เหยี่ย ท่านคิดว่า เย็นวันที่พี่ฉิงของท่านถูกข้าราดด้วยน้ำเย็นจนมีไข้สูง ก็บังเอิญเข้าวังพอดี แล้วจากนั้นก็บังเอิญหมดสติอยู่หน้าประตูวังของท่านเช่นนั้นหรือ?
“ท่านมั่นใจหรือว่าพี่ฉิงของท่านมิได้ตั้งใจกล่าวเรื่องที่หม่อมฉันพูดจาว่าร้ายท่านลับหลัง? ท่านมั่นใจหรือว่าการที่ท่านมาจวนอ๋องเจ็ดไม่ใช่เพราะถูกใครบางคนชักนำ?”
“มู่เหยี่ย แม้ว่าท่านจะโง่เขลา แต่ หม่อมฉันยังอยากจะเตือนท่านเอาไว้ ท่านใช้สมองอันโง่เขลาของท่านคิดดูให้ดี ๆ ว่าโลกนี้มีเรื่องบังเอิญเช่นนี้ด้วยหรือ?”
องค์หญิงมู่เหยี่ยใช้กลอุบายไม่เป็น แต่ ก็มิได้หมายความว่านางโง่
นางได้ยินฉินเหยี่ยนเย่ว์นินทานางลับหลังจากปากของซูเตี่ยนฉิง ก็เคืองแค้นต่อความไม่เป็นธรรม โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ จนแทบจะฉีกฉินเหยี่ยนเย่ว์ทิ้งเสีย
อีกทั้งซูเตี่ยนฉิงได้เอ่ยถึงวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของจวนอ๋องเจ็ดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ จึงพานางไปขอร้องฮองเฮา อีกทั้งฮองเฮายังขอคำปรึกษาจากพระพันปีแทนนาง
เมื่อคิดให้ละเอียดแล้ว ทั้งหมดนี้ช่างบังเอิญไปบ้างจริง ๆ บังเอิญจนดูคล้ายกับตั้งใจวางแผนเอาไว้
แท้ที่จริงแล้ว เมื่อสักครู่นี้นางก็คิดจะถามถึงต้นสายปลายเหตุเกี่ยวกับเรื่องนี้จากซูเตี่ยนฉิง
“พี่ฉิง เหตุใดท่านจึงหมดสติที่หน้าประตูวังของข้าได้เล่า?”
ซูเตี่ยนฉิงลอบร้องตะโกนในใจว่าแย่แล้ว ทว่านางยังคงหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนจะกล่าว “แน่นอนว่าเป็นความบังเอิญ นี่คงเป็นวาสนาระหว่างพวกเรากระมัง”
“วาสนาหรือ? วาสนาของพวกเจ้าช่างสะท้านฟ้าสะเทือนดินเสียจริง” ฉินเหยี่ยนเย่ว์ปรบมือ “เช่นนั้นข้าขอถามเจ้าสักหน่อยว่า เจ้าได้ยินว่าข้านินทามู่เหยี่ยจากที่ใด? มีผู้ใดอยู่บ้าง? แล้วมีหลักฐานหรือไม่?”
ซูเตี่ยนฉิงอยากจะลุกขึ้นยืน
นางไร้เรี่ยวแรงทั้งกาย จึงยื่นมือออกไปหวังจะให้องค์หญิงมู่เหยี่ยฉุดนางให้ลุกขึ้น สีหน้าขององค์หญิงมู่เหยี่ยสับสนเป็นอย่างยิ่ง และจับจ้องนางอยู่อย่างนั้น มิได้ยื่นมืออกมาแต่อย่างใด
ซูเตี่ยนฉิงลอบตื่นตระหนกในใจ
ขณะที่นางคิดจะลงมือห้ามนั้น เสียงของฉินเหยี่ยนเย่ว์พลันดังขึ้นอย่างแผ่วเบา “มู่เหยี่ย ปีนี้ท่านอายุเท่าไหร่? สิบเจ็ดปีใช่หรือไม่?”
“ตอนที่ท่านสังหารหมู่ในพระราชวังท่านอายุเท่าไรหรือ? สิบสองปีใช่หรือไม่? ผ่านมาห้าปีแล้ว ท่านคิดว่า ห้าปีมานี้ ราชวงศ์ตงลู่ยังคงอ่อนแอเหมือนในอดีตใช่หรือไม่?”
“ห้าปีก่อน ราชวงศ์ตงลู่เพิ่งจะผ่านภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ ทั้งศึกภายในและศึกภายนอกที่เกิดขึ้น จึงไร้กำลังจะไปสู้รบตั้งแต่แรก ดังนั้นยามที่กองทัพเป่ยลู่รุกเข้าชายแดน เสด็จพ่อจึงเลือกที่จะประณีประนอม เลือกเสียสละนางกำนัลและขันทีไปไม่กี่คน เพื่อรักษาความสงบสุขเอาไว้ แต่นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ราชวงส์ตงลู่มีฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลทุกปี แว่นแคว้นแข็งแกร่งขึ้น ตงลู่ตอนนี้มิใช่ตงลู่ในเมื่อก่อนอีกต่อไป”
“มู่เหยี่ย ท่านคงคิดบ้างไหมว่าเสด็จพ่อจำเป็นต้องเชื่อฟังท่านเพื่อหยุดยั้งสงครามระหว่างสองแคว้น?”
ฉินเหยี่ยนเย่ว์กล่าวเน้นย้ำทีละคำ ราวกับยันต์สาปแช่งพุ่งเข้าโจมตีภายในใจขององค์หญิงมู่เหยี่ย “น่าขันเสียจริง ท่านคิดว่าเสด็จพ่อจะอดทนต่อความอัปยศอดสูซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนั้นหรือ?”
“อีกอย่าง ก่อนที่ท่านจะลงมือกับข้า ท่านเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าข้าคือใคร? ท่านพ่อของข้าคือหู้กั๋วกงฉินอี้ ท่านแม่ข้าคือฮูหยินตราตั้งขั้นหนึ่ง บ้านเดิมของมารดาข้าคือตระกูลเฟิ่งที่มีชื่อเสียง ท่านบุกเข้ามายังจวนอ๋องเจ็ดเพื่อสังหารข้า คิดว่าจะถูกปิดบังเสียจนขาวสะอาดเหมือนกับห้าปีก่อนเช่นนั้นหรือ?”
ฉินเหยี่ยนเย่ว์จ้องไปที่นัยน์ตาของนาง “มิต้องพูดถึงเลยว่าท่านจะสังหารข้า แม้ว่าท่านจะไม่สังหารข้า เรื่องในวันนี้ก็มิอาจเมตตาได้อีกต่อไป”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ท่านอ๋องเย็นชาผู้คลั่งรักกับพระชายาหมอหญิงผู้อ่อนหวาน