เข้าสู่ระบบผ่าน

Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน นิยาย บท 1218

ตอนที่ 1218 อาชีพที่เรียกว่าครู (1)

ยาชูกำลังออกฤทธิ์รุนแรงมาก ปลายนิ้วของหลินเยวียนบนแป้นพิมพ์เคลื่อนไหวรัวเสียจนดูราวกับเงาซ้อน ความเร็วนี้ถ้าให้พญาอินทรีมาเห็น ก็คงต้องร้องว่าสุดยอด

เสียงแกร็กๆๆ ดังอย่างต่อเนื่อง

จนกระทั่งหนานจี๋ที่นอนอยู่ข้างๆ ยังสะดุ้งตื่น ลุกขึ้นเปิดประตูห้องอย่างงัวเงีย ส่ายหัวแล้วเดินออกไปจากห้องของหลินเยวียน

เสียงดังเกินไป

อยู่ตรงนี้ไม่ได้แล้ว

ขณะเดียวกัน บนโลกออนไลน์ หลังจากที่ชาวเน็ตอ่านนิยายสามเรื่องแรกจบ ต่างก็กำลังรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ

“ผ่านมาเท่าไหร่แล้วเนี่ย?”

“ผลงานของฉู่ขวงจะปล่อยเมื่อไหร่?”

“ปากบอกว่าจะสู้สิบต่อหนึ่ง ไม่ใช่ว่าไม่มีต้นฉบับเก็บไว้เลยหรอกนะ?”

“ตามหลักแล้วต้องมีต้นฉบับเก็บไว้บ้างแหละ ไม่งั้นใครจะกล้าอวดดีว่าจะเขียนสิบเรื่องขึ้นมาได้ทัน?”

“ไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการพิมพ์หรือแรงบันดาลใจในการเขียน ก็ต้องใช้เวลากันทั้งนั้น

“วันนี้แยกย้ายกันก่อนเถอะ”

“คงไม่ได้เห็นผลงานวันนี้หรอก”

“ถึงเขาจะมีต้นฉบับเก็บไว้บ้าง แต่พอเห็นว่าฝีมือคู่แข่งแข็งแกร่งขนาดนี้ ก็คงอยากแก้ไข ปรับปรุง หรือแม้แต่เขียนใหม่ทั้งหมดก็ได้”

“เอาเถอะ”

“งั้นก็แยกย้ายๆ ”

ถึงปากจะบอกว่าแยกย้าย แต่ชาวเน็ตก็ยังคงจับตาบัญชีบล็อกของฉู่ขวงอยู่ตลอดเวลา กลัวว่าจะพลาดการอัปเดตใหม่

นิยายของนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดังทั้งสามคนนั้น ทุกคนก็อ่านกันหมดแล้ว

แต่เอาเข้าจริง สิ่งที่ทุกคนอยากรู้อยากเห็นที่สุดก็คือ ฉู่ขวงจะเขียนเรื่องแบบไหนออกมา ที่เหลือมันก็แค่ของหวานเรียกน้ำย่อย ก่อนมื้อหลักเท่านั้นเอง

ขณะเดียวกัน

เหล่านักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์เองก็เฝ้าติดตามการเคลื่อนไหวของฉู่ขวงอย่างใกล้ชิดเช่นกัน

แล้วก็เป็นเช่นนั้น

หนึ่งชั่วโมง

สองชั่วโมง

สามชั่วโมง

สามชั่วโมงผ่านไปพอดี ตอนนั้นก็ตรงกับเวลาสามทุ่มพอดี

ชาวเน็ตเริ่มหมดความอดทนกันแล้ว

เจ้าแก่ฉู่ขวงที่ปกติพิมพ์เร็วปานสายฟ้า คราวนี้กลับดูระมัดระวังเป็นพิเศษ

เหล่านักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์เองก็คิดว่าฉู่ขวงคงจะยังไม่ลงมือวันนี้ แต่ก็ไม่มีใครมองว่าแปลกอะไร เพราะถึงอย่างไร การเขียนนิยายก็ต้องใช้เวลาอยู่แล้ว ขอแค่เขาอย่าประวิงเวลาจนนานเกินไปก็เท่านั้นเอง

แต่ในจังหวะที่ทุกคนคิดเหมือนกันว่า วันนี้ฉู่ขวงคงจะยังไม่ปล่อยผลงานใหม่ เขาก็โผล่มาอย่างกะทันหัน!

‘ผลงานใหม่ ครูบ้านนอก!’

‘ผลงานใหม่ เช้าตรู่รู้สัจธรรม!’

‘ผลงานใหม่ พาดวงตาของเธอไปด้วย!’

พรึบๆๆ !

ฉู่ขวงโพสต์ติดกันสามข้อความรวด!

ข้อความแรกแท็กถึงจันอวิ๋น นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์แห่งฉินโจวข้อความที่สองแท็กถึงหลิงมู่ นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์แห่งฉู่โจว

ข้อความที่สามแท็กถึงจางอ้าว นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์แห่งเยี่ยนโจว

และใต้โพสต์ทั้งสาม ก็มีลิงก์ของผลงานใหม่ทั้งสามเรื่อง ให้กดเข้าไปอ่านได้ทันที!

เมื่อผลงานใหม่ถูกปล่อยออกมา ก็เรียกความสนใจได้ทันที ชาวเน็ตตื่นเต้นกันยกใหญ่!

“ว่าแล้วเชียว เจ้าแก่ฉู่ขวงหายหน้าหายตาไปนานแบบนี้ ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน ที่แท้ก็เอาผลงานใหม่มาด้วยนี่เอง!”

“ทีเดียวสามเรื่อง?”

“นี่คือสต็อกที่เก็บไว้ หรือเพิ่งเขียนสดๆ ร้อนๆ กันแน่?”

“เจ้าแก่ฉู่ขวงก็เป็นแบบนี้แหละ ไม่มีใครเดาออกหรอก ว่าเรื่องไหนเขียนสต็อกไว้ เรื่องไหนเพิ่งเขียน หรืออาจเป็นทั้งสองแบบผสมกัน แต่เอาเป็นว่าในฐานะนักพิมพ์ระดับเทพ ยังไงเขาก็เขียนผลงานออกมาได้เร็วติดจรวดอยู่แล้ว!”

“ไปอ่านกันเถอะ!”

“อย่าเพิ่งล้มตั้งแต่ด่านแรกนะ”

“เขากล้าปล่อยออกมาแบบนี้ ก็คงมั่นใจแล้วละ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังขอเชียร์อีกสามคนนั้นอยู่ดี”

“ลุยเลย!”

ชาวเน็ตจากทุกทวีปต่างโดยไม่ลังเล

รีบคลิกเข้าไปอ่านนิยายวิทยาศาสตร์เรื่องใหม่ของฉู่ขวงที่เพิ่งโพสต์ในบล็อกทันที!

ในวงการนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์

“ผลงานสามเรื่องสำหรับการประชันวรรณกรรม ถูกปล่อยออกมาพร้อมกันในคราวเดียว?”

“ไปอ่านกันเร็ว!”

“หมอนี่เขียนได้เร็วจริง น่าทึ่งชะมัด”

“แต่แค่เขียนเร็วอย่างเดียวก็ไม่มีประโยชน์ การประชันวรรณกรรมตัดสินกันที่คุณภาพต่างหาก!”

“งั้นเราแยกกันอ่านดีกว่า”

“ฉันจะไปอ่านเรื่องที่ชื่อครูบ้านนอกก่อน”

“คงเป็นไซไฟสายอ่อนล่ะมั้ง”

“ฉันเลือกอ่านเช้าสดับธรรม”

หลังจากรู้ว่าตนเองเป็นมะเร็งหลอดอาหาร ความคิดแรกของหลี่เป่าคู่กลับไม่ใช่เรื่องเงินทองหรือชีวิต แต่เป็นการถามหมอว่า

“ถ้าไม่ผ่าตัด ผมยังเหลือเวลาอีกนานแค่ไหน”

“สักครึ่งปีได้มั้ง”

หมอมองเขาด้วยความฉงนใจ

ถ้าไม่ผ่าตัด ชีวิตก็ต้องจบสิ้นอยู่แล้ว

ทว่าเขากลับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก มุมปากที่บิดเบี้ยวเพราะความเจ็บปวดกระตุกยกขึ้นน้อยๆ

อย่างน้อย เขายังพอส่งเด็กๆ รุ่นนี้ให้เรียนจบได้

เขาไม่มีปัญญาหาเงินกว่าสองหมื่นหยวนมาจ่ายค่ารักษาได้หรอก

แม้เงินเดือนครูท้องถิ่นจะน้อยนิด แต่เขาก็สอนมาหลายปี ชีวิตอยู่ตัว ไม่มีครอบครัวหรือภาระอะไรนัก ตามหลักแล้วควรมีเงินเก็บอยู่บ้าง

เพียงแต่เขานำเงินทั้งหมดไปใช้เพื่อเด็กๆ เสียหมดแล้ว

เขาเองก็จำไม่ได้ว่าจ่ายค่าเล่าเรียนล่วงหน้าแทนนักเรียนไปกี่คนแล้ว ล่าสุดก็มีหลิวเป่าจู้กับกัวชุ่ยฮวา

หลายครั้งที่เขาเห็นว่าในหม้อข้าวของเด็กๆ แทบไม่มีน้ำมันลอยอยู่เลย เขาก็จะควักเงินเดือนของตัวเองไปซื้อเนื้อกับน้ำมันหมูมาเพิ่มให้

เอาเป็นว่าจนถึงตอนนี้ เงินทั้งหมดที่เขามีอยู่ยังไม่ถึงหนึ่งในสิบของค่าผ่าตัดด้วยซ้ำ

ชัดเจนว่า

นี่คือครูผู้เป็นที่รักของลูกศิษย์อย่างลึกซึ้ง

ในความสับสน

จันอวิ๋นรู้สึกราวกับเห็นภาพที่บรรยายอยู่ในนิยายปรากฏขึ้นตรงหน้า

ห้องเรียนเก่าคร่ำคร่ากับโต๊ะไม้ผุพังรวมกันเป็นสิ่งที่เรียกว่าโรงเรียน

กลางวัน

ห้องเรียนเต็มไปด้วยเสียงท่องหนังสือก้องกังวาน

กลางคืน

เมื่อไร้แสงสว่าง เขาก็จุดเทียนสอนหนังสือให้เด็ก ๆ ต่อ

นี่ก็เพราะนักเรียนบางคนต้องช่วยครอบครัวทำงานไร่ทำนาในตอนกลางวัน จึงทำให้ขาดเรียน

ไม่นานมานี้

เมื่อเด็กๆ รู้ว่าหลี่เป่าคู่ป่วยหนัก ก็มักจะเห็นพวกเขาลอบไปจุดธูปเผากระดาษให้เขาอยู่เสมอ

ก่อนหน้านี้พวกเขาก็ทำบ่อยแล้ว เพียงแต่คราวนี้หลี่เป่าคู่ไม่มีเรี่ยวแรงเหมือนที่จะตักเตือนไม่ให้เด็ก ๆ หลงเชื่อเรื่องงมงายได้อีกต่อไป

เขาใช้ทั้งชีวิต เพื่อจุดประกายไฟแห่งวิทยาศาสตร์และอารยธรรมในหัวใจของเด็ก ๆ

แต่เขาก็รู้ดีว่า

เมื่อเทียบกับความงมงายที่ยังคงปกคลุมหมู่บ้านบนเขาอันห่างไกลแห่งนี้ เปลวไฟนั้นช่างอ่อนแรงนัก ประหนึ่งเทียนเล่มเล็กที่ส่องสว่างอยู่ในห้องเรียนกลางค่ำคืนฤดูหนาวในหุบเขาลึก

……………………………………………

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน