ตอนที่ 1200 ว่าด้วยตัวตนที่ถูกเปิดเผย
ในฐานะองค์กรทางศิลปะที่ทรงอิทธิพลที่สุดของวงการบันเทิงบลูสตาร์ สมาคมวรรณศิลป์ได้ออกแถลงการณ์โดยอ้างถึงคำพูดของหลี่เหยียนเฟิงที่ว่า อิ่งจือคือ ‘จิตรกรอันดับหนึ่งแห่งยุค’ จึงก็ไม่มีใครสามารถตั้งข้อกังขาอีก!
ถึงการจัดอันดับจะยังไม่ได้อัปเดตแล้วอย่างไร?
องค์กรที่จัดทำการจัดอันดับนั่นก็คือสมาคมวรรณศิลป์
รายงานข่าวซึ่งเกิดขึ้นอย่างกะทันหันชิ้นนี้ ก็เหมือนเป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนถึงวงการจิตรกรรมของบลูสตาร์แล้ว
จะว่าไปแล้ว
แม้รายงานของสมาคมวรรณศิลป์จะเป็นการเคาะค้อนพิพากษา ทว่าแท้จริงแล้วก็ดูเหมือนเป็นการเติมบุปผาบนดิ้นแพรเสียมากกว่า
ก็ในเมื่อสิบจิตรกรชื่อดังแห่งบลูสตาร์ต่างพากันก้มศีรษะให้กับนิทรรศการของอิ่งจือแล้ว หากเขาไม่ใช่อันดับหนึ่ง แล้วจะมีใครมาแทนได้อีก?
เวลานี้ยังมีผู้คนอีกมากในแวดวงศิลปะที่กำลังเดินทางมุ่งหน้าสู่จงโจว
ความแตกต่างก็คือ
ก่อนหน้านี้ พวกเขาอาจมาด้วยความสงสัย แต่เวลานี้ พวกเขามาด้วยหัวใจประหนึ่งผู้แสวงบุญ เพื่อเข้าเฝ้าราชาองค์ใหม่!
…
ขณะเดียวกัน ในบ้าน
แม่นั่งไถบล็อกพลางบ่นด้วยน้ำเสียงอิจฉา
“อิ่งจือขึ้นหิ้งไปแล้ว ลูกชายแม่ก็ได้ชื่อว่าเป็นคนดังพอๆ กัน งั้นก็ควรได้อันดับหนึ่งในชาร์ตเพลงเหมือนกันสิ!”
พี่สาวฟังแล้วได้แต่ยิ้มขื่น
“ถ้าจะใช้ตรรกะแบบแม่ งั้นฉู่ขวงก็ควรจะไม่ใช่อันดับสิบเอ็ดหรือสิบ แต่เป็นเบอร์หนึ่งของวงการวรรณกรรมไปเลยสิคะ!”
“งั้นก็ให้เป็นที่หนึ่งด้วยกันหมดเลยสิ”
แม่เอ่ยขึ้นโดยไม่เห็นว่าจะมีสิ่งใดผิดปกติ
ตรงกันข้าม กลับเป็นต้าเหยาเหยาที่ดูท่าจะอารมณ์ดีเสียด้วยซ้ำ
“ต่อไปนี้คงไม่มีใครมาพูดแล้วว่าอิ่งจือเป็นแค่เงาจืดจาง ไม่คู่ควรจะถูกพูดถึงร่วมกับพี่ชายอีกต่อไปแล้ว”
“ไม่ใช่แค่นั้นหรอก”
พี่สาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสะท้อนใจ “ตั้งแต่โบราณมา จิตรกรรมก็ถือเป็นหนึ่งในศิลปะแขนงที่ทรงอิทธิพลที่สุด ถ้าอิ่งจือขึ้นเป็นอันดับหนึ่งได้จริงละก็ ต่อไปเสี่ยวเยวียนกับเจ้าแก่ฉู่ขวงคงถูกกลบรัศมีไปบ้างไม่มากก็น้อย”
“ไม่มีทาง!”
แม่เอ่ยด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว “แม่กับเพื่อนรุ่นเดียวกันน่ะ ชอบฟังเพลงที่สุด รองลงมาบางคนก็อ่านนิยายบ้าง มีแต่พวกงานวาดนี่แหละที่ไม่ค่อยมีใครสนใจเลย แบบนี้แปลว่าเพลงสำคัญกว่านิยาย แล้วนิยายก็สำคัญกว่าภาพวาดอีกทีไม่ใช่หรือ?”
“พูดแบบนี้ก็เหมือนกับว่าลูกชายแม่น่ะ ทำงานที่สูงส่งที่สุดน่ะสิ”
พี่สาวถึงกับร้องไห้ไม่ได้หัวเราะไม่ออก
หลินเยวียนที่กำลังให้อาหารหนานจี๋อยู่ พูดขึ้นลอยๆ อย่างไม่คิดอะไร “ก็คนในครอบครัวเดียวกันนี่ครับ จะไปแบ่งแยกทำไม”
“ครอบครัวเดียวกัน?”
สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในบ้านที่นับว่าเป็นครอบครัวตัวจริง ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน ทั้งพี่สาว น้องสาว แม่ หันขวับมามองหลินเยวียนเป็นตาเดียว
แม่ “ฉู่ขวงก็เป็นผู้ชายใช่ไหม?”
พี่สาว “อิ่งจือก็ผู้ชายเหมือนกันนะ!”
ต้าหยาเหยา “พี่!”
แม้แต่หนานจี๋ก็เห่ารัว “โฮ่งๆๆๆ !”
เหมือนคำพูดของเขาจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแปลกๆ ขึ้นมาแล้ว?
หลินเยวียนพยายามตั้งสติ รีบเบี่ยงประเด็น “ก็ราชวงศ์ปลากับพวกเรา ไม่ใช่ครอบครัวเดียวกันเหรอครับ?”
แม่ชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ก็จริงแฮะ เด็กพวกนั้นยังเรียกแม่ว่าแม่เลย อย่างนี้ก็ใช่ ครอบครัวเดียวกันจริงๆ ด้วย”
แม่เป็นคนที่หลอกง่ายอยู่หรอก
แต่พี่สาวน่ะสิ ฉลาดเป็นกรด
เธอจ้องหลินเยวียนพลางพูดขึ้นอย่างจับผิด
“ว่าแต่ พี่สงสัยมานานแล้วนะ ทำไมงานนิทรรศการเดี่ยวของอิ่งจือ พี่แกไม่โผล่มาเองล่ะ ทำไมต้องให้นายไปแทนด้วย? แล้วก็อีกอย่าง นายน่ะสนิทกับเจ้าแก่ฉู่ขวงแล้วก็อิ่งจือใช่ไหม ราชวงศ์ปลายังเคยมาที่บ้านเราเลย แล้วทำไมคนที่สนิทกับพี่ถึงขั้นใส่กางเกงตัวเดียวกันอย่างเจ้าแก่ฉู่ขวงกับอิ่งจือ ถึงไม่เคยมาบ้านเราสักทีล่ะ?”
“สารภาพความจริงมาเดี๋ยวนี้!”
ต้าเหยาเหยาตะโกนเสริมเสียงหวานแบบเด็กๆ แต่แฝงด้วยความดุดัน
ทุกคนจ้องมอง
ทั้งครอบครัวจ้องมองหลินเยวียนกันอีกรอบ
หลินเยวียนเหงื่อแตกพลั่ก จู่ๆ ก็คิดหาข้ออ้างไม่ออกเลย
สุดท้ายต้องหันไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากหนานจี๋
หนานจี๋เหมือนจะเข้าใจ รีบวิ่งไปที่โซฟา แล้วก็ยกขาข้างหนึ่งขึ้นมา!
“หนานจี๋!”
ต้าเหยาเหยาโมโหจนหน้าดำหน้าแดง
ท่าทางเมื่อกี้ เหมือนมันจะฉี่ชัดๆ !
“โฮ่งๆๆ ”
หนานจี๋เห่าเสียงเบา สีหน้าดูออกจะเสียใจนิดๆ ก่อนจะวางขาลง หูลู่หางตก เดินมาหาหลินเยวียนพลางส่ายหัว เหมือนจะบอกว่าช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ
“เฮ้อ”
ต้าเหยาเหยาถอนหายใจราวกับคนแก่ เหมือนเจ้าตัวโตขึ้นอีกสิบปีในพริบตา “สารภาพมาเถอะ พี่โป๊ะแตกหมดแล้ว จะหลอกใช้หนานจี๋ให้เบนความสนใจเหรอ ไม่รู้ล่ะสิ ว่าหนานจี๋มันแอบเล่าเรื่องทุกอย่างให้หนูฟังไปหมดแล้ว!”
หนานจี๋!
หลินเยวียนหันไปจ้องเจ้าหมาทันทีด้วยสายตาเขม็ง
หนานจี๋รีบส่ายหัวสุดแรง! “โฮ่ง (เปล่า) โฮ่ง (เลย) โฮ่ง (นะ)!”
เปล่าหรือ?
หรือว่าน้องสาวกำลังหลอกล่อให้เขาตกหลุมพรางเสียเอง?
หลินเยวียนยังคงเชื่อใจหนานจี๋อยู่ดี ถ้าหมอนี่จะปากโป้งจริง ป่านนี้คงความแตกไปตั้งนานแล้ว น้องสาวก็คงไม่เพิ่งมาเล่นใหญ่ตอนนี้
แต่ดูจากสีหน้าท่าทางของคนในบ้านแล้ว ชัดเจนว่าพวกเขาสงสัยมานานแล้วแน่
เขาเผยไต๋ไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันแน่นะ?
คงไม่ใช่แค่ประโยคเมื่อกี้ประโยคเดียวหรอกใช่ไหม?
น้ำแข็งหนาสามฉื่อไม่ได้ก่อตัวในวันเดียว หลินเยวียนเริ่มรู้สึกว่า ตัวเองอาจมองข้ามอะไรบางอย่างไปจริงๆ
“เสี่ยวเยวียน!”
เสียงแม่สั่นเครือ ขณะพูดออกมา “อย่าทำให้แม่ตกใจนะ บ้านเราไม่รับเรื่องแบบนั้นนะ ตกลงความสัมพันธ์ของพวกลูกเป็นยังไงกันแน่!”
พี่สาวเองก็มีสีหน้าขึงขัง “พี่เข้าใจนายนะ แต่พี่ไม่สนับสนุน”
ต้าเหยาเหยาก็กดดันไม่หยุด “พี่ปิดเรื่องนี้จากแม่กับพี่ก็เรื่องหนึ่ง แต่ทำไมถึงแอบจากน้องสาวน่ารักใสซื่อแบบฉันด้วย!”
หลินเยวียน “…”
มาถึงจุดนี้ดูเหมือนจะเลี่ยงไม่ได้แล้วจริงๆ
แม้ว่าคนในบ้านจะยังไม่มีหลักฐานอะไรมัดตัวเขาได้ แต่ถ้าเรื่องลับเล็กๆ แค่นี้จะทำให้เกิดรอยร้าวในครอบครัวขึ้นมา ก็ไม่ใช่สิ่งที่หลินเยวียนต้องการเลยสักนิด
เดี๋ยวนะ…
หลินเยวียนเริ่มย้อนคิด ตัวเขาเองแอบปิดบังครอบครัวเรื่องนี้มานานจนแทบลืมไปแล้วว่าเหตุผลแรกเริ่มคืออะไร คล้ายกับกลายเป็นพฤติกรรมอัตโนมัติไปแล้ว
ทั้งที่บอกความจริงไปก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยด้วยซ้ำ
เมื่อคิดได้ดังนั้น น้ำหนักในใจกลับเบาลงอย่างน่าประหลาด “ก็เหมือนที่ทุกคนคิดนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นฉู่ขวงหรืออิ่งจือ ที่จริงๆ แล้วก็คือผมคนเดียว”
หลินเยวียนยิ้มบาง พลางพูดออกมาตรงๆ
แม่ “หา!?”
พี่สาว “ฮะ!?”
น้องสาว “อะไรนะ!?”
แต่ปฏิกิริยาของคนในบ้านกลับแตกต่างจากที่เขาคาดไว้โดยสิ้นเชิง
เขาหันไปมองหนานจี๋ ปรากฏว่ากลับได้แววตาอันงุนงงของหมาน้อยมาเสียอย่างนั้น
น้องชายผู้ซึ่งปกติสุภาพนอบน้อม พูดนิ่มๆ ไม่เคยขัดใจใคร ที่แท้เบื้องหลังคืออิ่งจือ แถมยังเป็นเจ้าแก่ฉู่ขวงที่มือคลุ้งคาวเลือด เชือดคนไม่กระพริบตา ไม่แปลกเลยที่คืนนั้นจะลุกขึ้นมาต้มบะหมี่ให้เธอตอนดึกๆ ที่แท้ก็เพราะรู้สึกผิดนี่เอง!
น้องชายบ้านฉันน่ากลัวเกินไปแล้ว!
แต่ทำไม ทำไมถึงรู้สึกตื่นเต้นอย่างประหลาดล่ะ!?
ความตื่นเต้นนั้นค่อยๆ ผุดขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจ แล้วซึมซาบไปทั่วร่าง ก่อนจะซัดเข้าใส่สมองอย่างรุนแรง!
“รวยแล้ว!”
ในที่สุดเธอก็เข้าใจว่าตนเองตื่นเต้นเรื่องอะไร “บ้านเรารวยแล้ว!”
แต่ต้าเหยาเหยากลับมองพี่สาวด้วยความสงสัย “เราก็รวยกันอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”
“ไม่เหมือนกัน ไม่เหมือนกันเลยนะ เซี่ยนอวี๋ ฉู่ขวง อิ่งจือ เธอรู้ไหมว่านี่มันหมายความว่ายังไง!?”
“หนูรู้แล้ว!”
แม่กล่าวพร้อมกับดวงตาที่เป็นประกายวาบ “ต่อไปนี้แม่จะไม่บอกกลุ่มเพื่อนที่ลานเต้นรำอีกแล้วว่าฉู่ขวงกับอิ่งจือสู้เซี่ยนอวี๋ไม่ได้!”
ที่แท้ ที่ผ่านมาแม่พูดแบบนั้นจริงๆ หรือ!?
“หนูก็รู้เหมือนกัน”
น้องสาวหันมามองหลินเยวียนด้วยความไม่พอใจ
“ไม่นานมานี้หนูไปยื่นใบสมัครที่สตูดิโอตามเงาฝัน แต่พวกเขาปฏิเสธฉันเพราะไม่มีประสบการณ์ทำงาน ยังไงๆ ก็ต้องเป็นความผิดของพี่อยู่แล้ว!”
สามสิบปีแม่น้ำย้ายฝั่ง อย่าดูแคลนสาวน้อยผู้ตกยาก!
หลินเยวียนมองน้องสาวด้วยสีหน้าสงสาร “งั้นเดี๋ยวพี่จัดการให้เข้าไปทำเลยแล้วกัน”
แต่ต้าเหยาเหยาเบือนหน้าหนี “ต้าเหยาเหยาจะเข้าไปทำงานในบริษัทของพี่ชายด้วยความสามารถของตัวเอง!”
“มุ่งมั่นดีมาก!”
หลินเยวียนลูบหัวน้องสาวเบาๆ
ต้าเหยาเหยาพอใจมาก ทว่าในใจกลับกำลังครุ่นคิดอยู่เงียบๆ
ที่ครั้งก่อนไม่ผ่าน ต้องเป็นเพราะทำเรซูเม่ไม่ดีพอแน่ๆ จึงทำให้เจ้าหน้าที่ดูแคลนเธอ
ครั้งหน้าจะแนบสำเนาทะเบียนบ้านไปด้วยเลยแล้วกัน!
ไม่สิ
ถ้าแบบนั้นก็จะทำให้เซี่ยนอวี๋โดนเปิดเผยไปด้วย
งั้นเอาตราประทับของอิ่งจือกับเรซูเม่ไปยื่นพร้อมกันเลยดีกว่า
ในห้องหนังสือก็มีตราประทับที่พี่ใช้ในนามอิ่งจือพอดี
แบบนี้เขาต้องเห็นถึงความพยายามของเราแน่ๆ !
ส่วนพี่สาวเองก็คิดในใจว่า
เดือนหน้าจะลองคุยเรื่องขึ้นเงินเดือนกับหัวหน้าดีไหมนะ?
อ่า
แต่น้องชายตัวเองเหมือนจะมีหุ้นในบริษัทนี่นา
เธอไม่ใช่แค่ทำงานนะ แต่กลับบ้านมายังต้องดูแลเรื่องกินอยู่หลับนอนผู้ถือหุ้นอีกด้วย แม้แต่นายทุนยังต้องน้ำตาตกในเลยไหมล่ะ
ต้องเพิ่มเงินแล้วละ!
มีเพียงแม่เท่านั้นที่ยังคิดอย่างไร้เดียงสา “ แม่ว่าอาการทางกายของลูกก็ดีขึ้นแล้วนะ แต่จิตใจลูกยังโอเคอยู่ใช่ไหม?”
“จะเป็นอะไรได้ล่ะครับ”
“พอดีช่วงนี้แม่ดูละครเรื่องนึงน่ะ พระเอกในเรื่องเขามีหลายบุคลิกเลยนะ แต่ละบุคลิกยังแย่งกันใช้ร่างกายอีก แบบนี้เป็นเรื่องแต่งใช่ไหม?”
“เป็นเรื่องแต่งสิครับ!”
พวกเราไม่ได้เป็นไบโพลาร์นะ!
สรุปคือครอบครัวก็ไม่ได้โกรธอะไรเขาเลย นั่นทำให้หลินเยวียนรู้สึกดีใจมาก ดูท่าการเปิดเผยตัวตนแบบนี้ ก็ไม่ได้แย่อะไรอย่างที่คิดนี่นา
แค่เรื่องเล็กๆ เท่านั้นเอง
………………………………………………….

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน
ตอน 837-839 ไม่มีข้อความเลยครับ...