บทที่ 105 อัตราหายป่วยเป็น 0 มาตลอด!
“ไม่ต้องร้อนใจไปนะครับ”
ซูเย่ยิ้มให้และพยักหน้า พร้อมเอ่ยขึ้น “ให้ผู้คุมสอบตรวจก่อนนะครับ แล้วผมค่อยตรวจ”
พูดไป
ผู้คุมสอบก็เริ่มลงมือเรียบร้อย
หลังจากตรวจแล้ว ผู้คุมสอบก็ทำการบันทึกทันที
ทว่าอยู่ ๆ เด็กก็ชักขึ้นมา พ่อแม่เด็กกังวลใจขึ้นมาทันที
ซูเย่รีบตรวจดูเด็กอย่างละเอียด
และมั่นใจได้อย่างรวดเร็วว่าเด็กชายคนนี้ป่วยเป็นโรคลมชัก
ลมชักหรือที่เรียกกันว่าลมบ้าหมู
โดยอาการกำเริบเป็นพัก ๆ แขนขาและกล้ามเนื้อส่วนหน้าชักกระตุก ส่วนใหญ่แล้วจะมีอาการตาเหลือก ตาค้าง หรือตาเข ไม่ได้สติ บางครั้งอาจมีน้ำลายฟูมปาก หรือมุมปากกระตุก หยุดหายใจชั่วครา าว หน้าเขียวจนถึงขั้นม่วง เวลาที่อาการกำเริบจะเกิดขึ้นภายในสามถึงห้านาที
เป็นโรคร้ายที่พบได้บ่อยในกลุ่มเด็ก โดยเฉพาะในเด็กทารกแบเบาะ
“ไม่ต้องห่วงครับ ปัญหาเล็กน้อย”
ซูเย่ปลอบ หยิบแท่งโกฐที่บริษัทเขาส่งมาออกมาพร้อมกล่าว “เขาเด็กเกินไป ไม่เหมาะที่จะฝังเข็ม ขอใช้การรมด้วยโกฐแท่งแล้วกันนะครับ”
พูดไปก็จิ้มหน้าผากของเด็กชาย
“จำไว้นะครับ ตรงนี้คือจุดเสินถิง รมควันโกฐแท่งตรงนี้เจ็ดแท่ง หลังจากรมไปเจ็ดแท่งก็จะหาย ระวังอย่าให้ไฟรนนะครับ”
พูดเสร็จก็สาธิตให้ดูว่ารมด้วยโกฐแท่งยังไง ก่อนจะยื่นโกฐแท่งให้พ่อแม่ของเด็ก และพูดด้วยรอยยิ้ม “ไปเถอะครับ”
“ให้พวกเรากลับไปรักษาเองเหรอครับ?” พ่อแม่ของเด็กผงะ
ซูเย่พยักหน้า “ง่ายมากครับ เนื่องจากใช้เวลานาน และยังมีคนไข้ต่อแถวด้านหลัง พวกคุณดำเนินการเองได้เลยครับ ถ้ามีปัญหาอะไรมาหาผมได้โดยตรง”
พ่อแม่ของเด็กอยากจะพูดอะไรอีกหน่อย แต่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งสุดท้ายก็พูดไม่ออก เพียงแต่ขอบคุณและจากไป
หลังจากคนไข้ไปแล้ว เจ้าหน้าที่ก็เรียกคนไข้คนต่อไปเข้ามา
คนไข้คนที่สองมาถึง
หลังจากซูเย่ตรวจแล้ว พบว่ามีลมสะสมที่ม้าม
“รมควันด้วยแท่งโอฐ”
ซูเย่บอกวิธีรมควันด้วยแท่งโอฐกับพ่อแม่ของเด็ก ยื่นแท่งโอฐให้ พร้อมบอกตำแหน่งของจุดต่าง ๆ “รมที่จุดจังเหมินเจ็ดแท่ง จุดจี่จงสิบสี่แท่ง ระวังอย่าให้ไฟลนนะครับ”
พ่อแม่ของเด็กได้ฟังก็ลังเลเช่นกัน
พวกเขามาลูกมารักษา ทำไมให้พวกเขาลงมือเองล่ะ
ดูเหมือนจะนึกถึงปัญหาสภาพแวดล้อมและคนก่อนหน้านี้ก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน พ่อแม่คู่นี้ไม่ได้พูดอะไรมาก หลังจากได้แท่งโอฐไปแล้วก็พาลูกจากไป
ผู้คุมสอบระดับหมอรู้แจ้งด้านข้างเห็นทุกอย่าง แต่ไม่ได้พูดอะไรสักคำ
ขณะเดียวกัน อัตราหายป่วยและจำนวนคนไข้ที่ผู้เข้าสอบคนอื่น ๆ รักษาก็สูงขึ้นตามเวลา
ส่วนด้านซูเย่มีเพียงจำนวนคนไข้เท่านั้นที่สูงขึ้น อัตราหายป่วยยังเป็นศูนย์อยู่ตลอด
เกิดอะไรขึ้นกับซูเย่?
ทุกคนมองตัวเลขแสดงอัตราหายป่วยและจำนวนคนไข้บนหน้าจอใหญ่ด้านหน้าแล้วเต็มไปด้วยความสงสัย
จำนวนคนไข้ของซูเย่อยู่ที่ห้าคนแล้ว ทำไมอัตราหายป่วยยังเป็นศูนย์อยู่ล่ะ
เกิดอะไรขึ้น
ต่อให้ซูเย่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านแขนงเด็ก แต่ด้วยความสามารถของเขาก็ไม่น่าจะไม่มีอัตราหายป่วยสักนิดเลย
เมื่อวานเขารักษาได้ยันโรคมะเร็งเชียวนะ!
แต่
ทุกคนไม่ได้โฟกัสเย่เทียนเท่าไหร่
บางทีอาจเพราะการสอบคัดเลือกเพิ่งเริ่มต้นขึ้น อัตราหายป่วยยังคำนวณไม่เสร็จ อีกสักพักค่อยดูใหม่
ปรากฏว่า
หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมงแล้วดูใหม่
จำนวนคนไข้ของซูเย่ถึงยี่สิบคนแล้ว แต่อัตราหายป่วยยังเป็นศูนย์อยู่!
เร็วขนาดนี้เลยเหรอ รักษาไปยี่สิบคนแล้ว?
ทำไมอัตราหายป่วยยังเป็นศูนย์อยู่ล่ะ
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ทุกคนข้องใจมากขึ้นไปอีก
คนไข้สิบห้าคนก่อนหน้านี้ รักษาไม่หายสักคนเลยเหรอ?
ออกจะผิดปกติไปนะ
ไม่ใช่แค่นักศึกษาเข้าสอบ แม้แต่เหล่าคณบดีที่จับตาดูการสอบแข่งขันครั้งนี้อยู่ก็สงสัยเช่นกัน
“รักษาไปสิบห้าคน อัตราหายป่วยเป็นศูนย์?”
“ด้วยความสามารถของเขา ไม่น่าจะเป็นแบบนี้นะ”
หลิวเจิ้นเฉียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบโทรไปสอบถาม
ทำให้ทราบว่าซูเย่ไม่ได้ทำการรักษาด้วยตัวเอง แต่ปล่อยให้พ่อแม่ของเด็กไปดำเนินการเอง เพราะการรมควันด้วยแท่งโอฐใช้เวลาเกินไป เขาเลือกทางนี้เพื่อประหยัดเวลา
หลิวเจิ้นเฉียงหัวเราะเฝื่อน ๆ
และแจ้งสาเหตุให้ทุกคนทราบ
ทุกคนก็หัวเราะเฝื่อน ๆ เช่นกัน
ซูเย่เล่นกับไฟชัด ๆ!
“ปล่อยให้พ่อแม่เด็กจัดการ ซูเย่ชะล่าใจเกินไปรึเปล่า ทำแบบนี้แล้วจะแน่ใจในอัตราการหายป่วยได้เหรอ”
“แค่ลงมือทำก็ได้อัตราหายป่วยแล้วแท้ ๆ ทำไมต้องดันทุรังให้พ่อแม่เด็กไปดำเนินการเองด้วยล่ะ อีกอย่างเขามาให้หมอรักษานะ หรือจะสอนให้คนอื่นรักษาโรคด้วยรึไง การรมควันด้วยแท่ง งโอฐใช้เวลานานก็ใช้วิธีอื่นสิ”
“ค่อย ๆ ดูไปเถอะ ผมว่าเจ้าซูเย่ไม่ทำอะไรแบบเปล่าประโยชน์หรอก”
…..
การสอบคัดเลือกดำเนินต่อไป
สิบเอ็ดโมงเช้า
การสอบคัดเลือกดำเนินไปแล้วสามชั่วโมง
เวลานั้น
จำนวนที่ซูเย่รักษาสูงขึ้นถึงหกสิบแต่อัตราหายป่วยยังเป็นศูนย์
หันมองคนอื่น ๆ
นอกจากจำนวนคนไข้ที่รักษาไม่เท่าซูเย่แล้ว อัตราหายป่วยสูงมาก
เนื่องจากมีกฎบังคับว่ารักษาได้แค่หกสิบคน ซูเย่เลยไม่ได้รักษาต่อ ได้แต่พักผ่อนรอเวลาที่โต๊ะตรวจ
บ่ายสอง
ผู้เข้าสอบคนอื่น ๆ รักษาไปได้สี่สิบคนแล้ว แต่อัตราหายป่วยของซูเย่ยังเป็นศูนย์
นาทีนี้
ผู้เข้าสอบทุกคนในสนามต่างส่ายหัวกับตัวเอง รู้สึกว่าครั้งนี้ซูเย่แพ้แน่
“รักษามานานขนาดนี้อัตราหายป่วยยังเป็นศูนย์ ครั้งนี้ซูเย่คงถึงคราวจบเห่”
“เก่งด้านแขนงผู้ใหญ่ไม่ได้แปลว่าเก่งด้านแขนงเด็กด้วย แต่ก็ไม่น่าอนาถขนาดนี้นะ”
“ในที่สุดเจ้านี่ก็จะแพ้แล้ว ฉันก็นึกว่าไม่มีอะไรที่เขาทำไม่ได้เสียอีก”
ส่วนอีกด้าน
รอเปื่อยมาสามชั่วโมง กินข้าวเที่ยงก็แล้ว ซูเย่เห็นว่ายังมีคนไข้อีกเยอะที่โดนกีดขวางอยู่ด้านนอกเข้ามาไม่ได้ คิ้วขมวดเล็กน้อย
รออยู่แบบนี้เสียเวลาเกินไป
“ปล่อยคนไข้เข้ามามากกว่านี้ไม่ได้เหรอครับ?”
ซูเย่ถามผู้คุมสอบข้างกาย “ข้างนอกมีคนต่อแถวอยู่ตั้งเยอะ ต่อให้แบ่งให้ทุกคนอีกคนละยี่สิบคนก็ไม่หมด ให้ผมรักษาไม่ได้เหรอครับ”
“ไม่ได้”
ผู้คุมสอบส่ายหัว “นี่เป็นกฎ และฉันไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ เจ้าหน้าที่ทุกคนตรงนี้ก็ทำตามกฎอย่างเคร่งครัด”
“ก็ได้ครับ”
“ฉันขอประกาศ การสอบคัดเลือกในวันนี้สิ้นสุดลง”
หลิวเจิ้นเฉียงบอกกับผู้เข้าสอบทุกคน “คืนพรุ่งนี้เราจะประกาศผลสอบสุดท้าย”
เมื่อได้ฟัง
ผู้เข้าสอบทุกคนในที่นี้ต่างโล่งใจ
เส้นประสาทที่ตึงมาตลอดก็พลันผ่อนคลายลง
หลังจากนั้นแต่ละคนหันไปมองซูเย่ สายตาทุกคนเต็มไปด้วยความฉงน
พวกเขาสงสัยมาหนึ่งวันเต็มแล้ว
ตามหลัก ก่อนหน้านี้ซูเย่แสดงผลงานได้ไร้ที่ติขนาดนั้น ไร้ที่ติชนิดที่เขาสมัครสอบวิชาไหน คนในวิชาแขนงนั้น ๆ จะรู้สึกแย่มาก วิชาแขนงเด็กก็ควรจะเป็นเช่นนั้น
แต่สิ่งที่ซูเย่แสดงออกในวันนี้กลับแตกต่างจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
วิชาแพทย์สุดเก่งเทพของเขาล่ะ?
ทำไมรักษาคนไข้ไปตั้งหกสิบคนแต่อัตราหายป่วยเป็นศูนย์ล่ะ
ด้วยความสามารถในการรักษาของเขาไม่น่าจะเป็นศูนย์สิ!
แน่นอนว่าซูเย่เห็นสายตาฉงนที่ทุกคนมองตัวเอง
ทว่าเด็กหนุ่มไม่ได้อธิบายใด ๆ
เพียงแต่ยิ้มต่อไป
…..
คืนวันที่สอง
ห้องประชุม
ผู้คุมสอบทุกคนและคณบดีจากทุกมหาวิทยาลัยมารวมตัวกันอีกครั้ง
“ผลออกมาแล้ว”
หลังจากติดตามตรวจสอบมาหนึ่งวัน ผลสอบสุดท้ายก็มาอยู่ในมือของหลิวเจิ้นเฉียง
ได้ผลสอบสุดท้ายมาแล้ว หลิวเจิ้นเฉียงชำเลืองเพียงแวบเดียวก็อุทานอย่างตกใจและถาม “จริงเหรอเนี่ย?”
“จริงครับ”
ผู้คุมสอบที่ส่งผลสอบสุดท้ายมาให้พยักหน้าด้วยความแน่ใจ “นี่คือผลสอบที่คำนวณได้ในวันนี้ครับ”
“ผลสอบแบบนี้ไม่ค่อยถูกนะ”
หลิวเจิ้นเฉียงขมวดคิ้ว
“เหล่าผู้ปกครองของเด็กพวกนั้นเพิ่งรักษาเสร็จวันนี้ การรมควันแท่งโอฐหนึ่งแท่งใช้เวลายี่สิบนาที หากเยอะหน่อยต้องแบ่งเป็นสองวันถึงจะรมหมด”
ผู้คุมสอบหัวเราะเฝื่อน ๆ “ที่จริงไม่ใช่แค่นี้ครับ บรรดาคนที่รักษากันข้างนอกที่ไม่นับรวมคะแนน หากเราติดตามก็หายป่วยกันเกือบหมดแล้วครับ”
เมื่อได้ยินแบบนี้
หลิวเจิ้นเฉียงหัวเราะเฝื่อน ๆ
เจ้านี่สร้างเซอร์ไพรส์ให้คนอื่นได้ตลอดจริง ๆ!
เวลานั้น นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เดินเข้าห้องประชุมมาทีละคน พวกเขาต่างซุบซิบเกี่ยวกับผลสอบสุดท้ายครั้งนี้กันเสียงเบา
“ได้ข่าวว่าเมื่อวานอัตราหายป่วยสุดท้ายของซูเย่ก็ยังเป็นศูนย์”
“ครั้งนี้ซูเย่คงไม่ชนะแล้วล่ะ”
“อัตราหายป่วยเป็นศูนย์แบบนี้จะเอาอะไรมาชนะ”
……
ได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากบรรดานักศึกษา ผู้เข้าสอบแผนกแขนงเด็กสามสิบสามคนต่างเผยรอยยิ้ม
หนนี้
ซูเย่เจอตอเข้าแล้ว!
เมื่อทุกคนมากันครบ
หลิวเจิ้นเฉียงขึ้นไปบนเวที
“ฉันขอประกาศ ผู้ชนะสุดท้ายในการสอบคัดเลือกวิชาแขนงเด็กคือ ซูเย่!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เซียนอมตะ 2,500 ปี [我只有两千五百岁]