เข้าสู่ระบบผ่าน

แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย นิยาย บท 642

ท้ายที่สุดซ่งหลีก็ต้องจากไป

ทว่า การจากไปในครานี้หาใช่เป็นการล้มเลิกไม่ แต่เป็นการกลับไปที่ตระกูลซ่งเพื่อเกลี้ยกล่อมและโน้มน้าวบิดามารดาของตน

ยามที่ต้องแยกจากกันนั้น เขายังเอ่ยกำชับกับไฉเยว่อีกด้วยว่าต้องให้เวยเฉียงกินยาทุกวัน ก่อนจะหันไปกล่าวกับเวยเฉียงด้วยความรักใคร่อันสุดซึ้งว่า

“รอข้า ข้าจักต้องกลับมารับเจ้าอย่างแน่นอน”

“อื้ม” เฟิ่งเวยเฉียงพลันหันหน้าหนี เพื่อเก็บซ่อนหยาดน้ำตาของตนเองเอาไว้

ซ่งหลีจึงหันไปหาเฟิ่งจิ่วเหยียนก่อนจะโค้งกายคำนับ “ได้โปรดดูแลเวยเฉียงด้วย”

เฟิงจิ่วเหยียนจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก

“น้องสาวของข้า ข้าย่อมต้องดูแลนางเป็นอย่างดี ซ่งหลี หากเจ้ามิอาจแก้ปัญหาได้แล้วละก็ เขียนจดหมายส่งกลับมาเสีย อย่าได้ปล่อยให้เวยเฉียงรอเจ้าไปโดยเปล่าประโยชน์ พวกข้าหาได้ถือโทษโกรธเคืองเจ้าไม่”

ซ่งหลีโค้งกายคำนับอีกครั้ง “ข้าจะกลับมา”

สุดท้าย ซ่งหลีมองไปที่เฟิ่งเวยเฉียงอย่างไม่เต็มใจจาก พลางเดินขึ้นรถม้าไป

หลังจากที่ซ่งหลีจากไปนั้น เฟิ่งเวยเฉียงก็อดไม่ได้พลันร่ำไห้ออกมา

“ท่านพี่...เขา เขาจะกลับมาจริง ๆ ใช่หรือไม่?”

เฟิ่งจิ่วเหยียนโอบกอดนางเบา ๆ “ต้องมา”

ยามที่เอ่ยออกมานั้น สายตาของเฟิ่งจิ่วเหยียนพลันมองออกไปไกล พลางเผยให้เห็นท่าทีตัดสินใจอะไรบางอย่างออกมา

นางทนไม่ได้ที่จะต้องมาเห็นเวยเฉียงเศร้าสร้อยเช่นนี้

เรื่องนี้ นางต้องออกแรงช่วยด้วย มิอาจพึ่งพาเพียงแค่ซ่งหลีเพียงคนเดียวไปได้

ภายในวันเดียวกัน นางจึงเขียนจดหมายพลางสั่งให้อู๋ไป๋ส่งไปยังเมืองหลวง

……

เมืองหลวง

เมื่อเจดีย์เก้าชั้นถูกทำลายลงนั้น โลหิตหงส์ถูกตัดขาด ภูเขาอวี้หลิงจึงมิจำเป็นต้องมีผู้พิทักษ์จำนวนมากอีกต่อไป

เซียวอวี้จึงสั่งการให้หนานซานอ๋องนำกองกำลังทหารม้าของเขาเคลื่อนทัพไปประจำการชายแดนตะวันตกที่กำลังตกอยู่ในความอ่อนแอในทันที

อีกทั้ง สงครามที่เกิดขึ้นนอกประตูเมืองหลวงนั้น ถึงแม้ว่ากองทัพคนโอสถของพรรคเทียนหลงจักถูกจัดการจนราบคาบไปแล้วก็ตาม ทว่า เรื่องนี้ก็ยังเป็นเรื่องที่ติดอยู่ในใจของเซียวอวี้อยู่

เซียวอวี้จึงหารือกับรุ่ยอ๋อง

“ต้องสืบต่อไป ว่าคนโอสถเหล่านี้มาจากที่ใดกันแน่ อีกทั้งยังได้รับการฝึกฝนมาเช่นไร ต้องขุดรากถอนโคนพวกมันออกมาให้จงได้”

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”

หลังจากที่รุ่ยอ๋องรับคำแล้วนั้น ยามที่เขาเงยหน้าขึ้นมาเห็นฮ่องเต้แล้ว จึงอดมิได้ที่จะเอ่ยเกลี้ยกล่อมออกมาว่า

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ นับตั้งแต่ท่านกลับมาจากเมืองอวี่นั้น ก็เอาแต่หามรุ่งหามค่ำยุ่งอยู่กับราชกิจบ้านเมือง เกรงว่าการทำเช่นนี้อาจจะเป็นการทำร้ายร่างกายของท่านได้นะพ่ะย่ะค่ะ”

เซียวอวี้ได้แต่กุมหน้าผากของตนเองเอาไว้ พร้อมเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึมว่า

“เรามิเป็นอันใด”

พร้อมทั้งเรียกตัวขุนนางมาร่วมกันร่างฎีกาในทันที

พระราชโองการนี้เกี่ยวกับวังหลัง เพียงแค่ราชโองการออกมานั้น ทั่วทั้งวังหลังต่างพากันแตกตื่นไปในทันที

ตำหนักเซี่ยวเสียน

ทั้งหนิงเฟยและเหล่านางสนมมากมายต่างพากันมาพูดคุยหารือกันในทันที

“ท่านพี่หนิงเฟย จริงหรือไม่เจ้าคะ? ฝ่าบาทต้องการไล่พวกเราออกจากวังจริง ๆ หรือเพคะ?”

“เหตุใดจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาได้?”

“ท่านพี่หนิงเฟย ท่านต้องคิดหาทางนะเพคะ! ข้ามิอยากออกจากวัง…”

จู่ ๆ พลันมีเสียงอีกมุมหนึ่งดังขึ้นมาว่า “บางทีการออกจากวัง ก็หาใช่เรื่องร้ายไม่?”

หนิงเฟยเองก็ทำตัวไม่ถูกไปในทันที

นางที่แต่งเข้าวังมานานหลายปีแล้วนั้น มีแต่ความคิดที่จะปืนป่ายขึ้นไปอยู่บนที่สูง ๆ มิเคยคิดเลยว่าจักมีวันหนึ่งที่นางต้องออกจากวังไป

ฝ่าบาทคิดทำเรื่องเลวร้ายอันใดกัน?

ตำหนักวั่นโซ่ว

ไทฮองไทเฮาโกรธโมโหเสียจนแทบจะบิดลูกประคำให้หักคามือ

“ไร้สาระ! ต้องเป็นเรื่องไร้สาระอย่างแน่นอน! ฝ่าบาทเล่า! ข้าจักต้องถามเขาให้รู้เรื่อง ว่าฝ่าบาทคิดจะทำสิ่งใดกันแน่!”

มิต้องรอให้ไทฮองไทเฮาซักถามเลย เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ภายในราชสำนักต่างพากันลุกเต้นขึ้นมาให้ขวัก

เหล่าขุนนางมากมายที่พากันต่อต้านในคราแรกนั้นพลันกลับคำในทันที

“กระหม่อมคิดว่า การลดจำนวนนางสนมในวังหลังเป็นเรื่องที่ควรพ่ะย่ะค่ะ!”

“กระหม่อมเห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ก่อนหน้านั้นที่พระองค์ป่าวประกาศการหย่าร้างออกมานั้น บรรดาเหล่าราษฎรมากมายต่างก็พากันส่งเสียงร้องออกมามากมาย หากว่าพระองค์จัดการเรื่องนี้อย่างเป็นการส่วนตัวแล้วนั้น เกรงว่าคงมิมีเสียงเรียกร้องจากเหล่าราษฎรอีกต่อไป!”

บรรดาเหล่าขุนนางที่มีบุตรสาวเป็นสนมอยู่ในวังหลังนั้น ภายในใจพลันหนาวสั่นไปในทันที

……

หลังจากลงจากการว่าความแล้วนั้น หลิวซื่อเหลียงจึงเข้ามารายงานว่า “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ คนจากตำหนักฉือหนิงเข้ามาส่งข่าวว่า ไทฮองไทเฮา…...”

เซียวอวี้รู้ดีว่าเสด็จย่าเรียกเขาไปทำไม พลางตอบกลับไปด้วยท่าทีเด็ดขาดว่า

“บอกเสด็จย่าไป เรายุ่งเสียจนมิอาจปลีกตัวไปได้”

“พ่ะย่ะค่ะ”

ตำหนักวั่นโซ่ว

ไทฮองไทเฮาโกรธเสียจนแทบจะกระอักเลือดออกมา หรงเฟยที่อยู่ข้างกายนั้นพลางเอ่ยเกลี้ยกล่อมออกมาว่า

“เสด็จย่าเพคะ พระองค์อย่าได้ร้อนใจไปเพคะ ฝ่าบาทย่อมคำนึงถึงสถานการณ์เป็นใหญ่ เช่นเดียวกับพระองค์ประกาศการหย่าร้างออกมา ในครานี้ย่อมต้องเป็นเพราะ...”

“เจ้ามิจำเป็นต้องมาอธิบายแทนเขา! ข้าละเห็นเขาใจแข็งเสียจนจักกลายเป็นพระไปแล้ว! นี่ผ่านมากี่เดือนแล้ว เขาเคยย่างกรายไปเหยียบวังหลังบ้างหรือไม่?”

สีหน้าของหรงเฟยพลันเต็มไปด้วยความลังเลใจ นางกัดปากเอ่ยออกมาด้วยท่าทีเศร้าสร้อยว่า

“ท่านย่าเพคะ จริงๆ แล้ว… หม่อมฉันรู้ว่าเหตุใดฝ่าบาทถึงกระทำเช่นนี้”

ไทฮองไทเฮาพลันสงบสติอารมณ์ได้ในทันที “เพราะอะไร! เจ้าไปรู้อะไรมา รีบเล่าให้ข้าฟังเสีย!”

หรงเฟยได้แต่ก้มหน้า ราวกับมิรู้จะเอ่ยออกมาเช่นไร

“ฝ่าบาทคล้ายกับว่า...จะตกหลุมรักบุรุษผู้หนึ่งเพคะ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไทฮองไทเฮาก็เผยสีหน้าตกใจออกมาในทันที

“จริงหรือ?!”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย